Ceramic Arts Exhibition HomeMade 11-27 กย.

September 3rd, 2009 No comments

Ceramic Arts Exhibition

HomeMade

by Krisaya Luenganantakul

อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษา ภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“บ้าน ผู้หญิง และ มดลูก”
สามสิ่งที่ต่างความหมาย ต่างลักษณะ แต่ทั้งสามต่างมีหน้าที่คล้ายคลึงกัน
อาจกล่าวได้ว่า ทุกชีวิตต่างต้องการที่อยู่เพื่อเติบโต
ดังนั้นคงไม่ผิด ที่จะกล่าวว่า บ้านแรกของทุกชีวิตคือ มดลูก
มดลูกที่ธรรมชาติได้คัดสรรมามอบไว้ให้ผู้หญิง

พิธีเปิด วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2552 เวลา 18:30 น.
ประธานเปิดงาน คุณวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์
จัดแสดงถึงวันที่ 27 กันยายน 2552
ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 1 ห้อง 1
หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
krisaya@hotmail.com

โปสการ์ด บัตรเชิญ

Categories: PR News Tags:

โปสเตอร์ (poster)

September 3rd, 2009 No comments


โปสเตอร์ คือ ภาพขนาดใหญ่พิมพ์บนกระดาษ ออกแบบเพื่อใช้ติดหรือแขวนบนผนังหรือกำแพง โปสเตอร์อาจจะเป็นภาพพิมพ์และ/หรือภาพเขียน หรืออาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้เตะตาผู้ดูและสื่อสารข้อมูล โปสเตอร์อาจจะใช้สอยได้หลายประการ แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการเผยแพร่เพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะการโฆษณางานแสดงศิลปะ, งานดนตรี หรือภาพยนตร์, การโฆษณาชวนเชื่อ, หรือในการสื่อสารที่ต้องการสื่อสารความเชื่อต่อคนกลุ่มใหญ่


ประโยชน์ของโปสเตอร์อาจมีหลายจุดประสงค์

โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องมือในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เช่น งานดนตรี ภาพยนตร์ และในบางครั้งก็ผลิตมาเพื่อใช้ในการศึกษาหรือเป็นสื่อการสอน

นอก จากนั้นโปสเตอร์ยังใช้ในการพิมพ์ภาพจิตรกรรมของศิลปินคนสำคัญๆหรือภาพถ่าย เพื่อใช้ในการตกแต่ง ซึ่งกลายมาเป็นศิลปะการค้าที่ทำรายได้ดีให้ทั้งพิพิธภัณฑ์และบริษัทการค้า หรือร้านทางอินเทอร์เน็ต เช่นภาพเขียนของ โคลด โมเนท์ หรือ เลโอนาร์โด ดา วินชี หรืองานของช่างภาพอเมริกัน โรเบิร์ต เมเปิลธอร์พ (Robert Mapplethorpe)

งาน ศิลปะการสร้างโปสเตอร์เริ่มเมื่อราวคริสต์ศตวรรษ 1890 โดยจิตรกรชาวฝรั่งเศสและเผยแพร่ไปทั่วยุโรป ศิลปินคนสำคัญที่สุดที่ริเริ่มความนิยมในการสร้างโปสเตอร์ก็คือ อองรี เดอ ทูลูส-โลเทรค และ จูลส์ เชเรท์ (Jules Chéret)

จูลส์ เชเรท์ ถือกันว่าเป็นบิดาแห่งการโฆษณาด้วยป้าย คนส่วนใหญ่ที่สะสมโปสเตอร์ และโปสเตอร์ที่มีชื่อเสียง นักสะสมโปสเตอร์จะเก็บโปสเตอร์เก่าโดยมักจะใส่กรอบรูปและมีแผ่นรองหลังอย่าง ดี ขนาดโปสเตอร์ที่นิยมกันโดยทั่วไปอยู่ที่ 24×35 นิ้ว แต่โปสเตอร์ก็มีหลายขนาดหลากหลาย และโปสเตอร์ขนาดเล็กที่มีไว้โฆษณาจะเรียกว่า แฮนด์บิลล์ หรือ “ใบปลิว” (flyer)


องค์ประกอบของภาพโปสเตอร์โฆษณา

1. รูปภาพ(Picture)
2. พาดหัว (Headline)
3. พาดหัวรอง (Sub headline)
4. ข้อความบอกรายละเอียด (Body text)
5. ข้อความพิสูจน์กล่าวอ้าง (Proof)
6. ข้อความปิดท้าย (Closing)
7. ผู้พิมพ์และโฆษณา (Publishers)

………………………………………………………………….


1. รูปภาพ (Picture)
รูปภาพมีบทบาทและความสำคัญของการสื่อความหมายด้วยภาพมาก ซึ่งสามารถจำแนกข้อเด่นได้ดังนี้

- สะดุดตา
- น่าสนใจ
- สื่อความหมาย
- ประทับใจ

2.พาดหัว (Headline)
ใน การเขียนข้อความโฆษณา จำเป็นจะต้องมีพาดหัวเสมอเพราะพาดหัวเป็นส่วนที่เด่นที่สุดในประเภทของข้อ ความโฆษณา มีไว้เพื่อให้สะดุดตาสะดุดใจชวนให้ติดตามอ่านเรื่องราวต่อไป ลักษณะของพาดหัวที่ดี ควรจะมีขนาดตัวอักษรโตหรือเด่น เป็นข้อความที่สั้น กะทัดรัด ชวนให้น่าคดหรือน่าติดตามอ่านต่อไป

3. พาดหัวรอง (Subheadline or Subcaption)
คือ ข้อความที่มีขนาดและความสำคัญรองลงมาจากพาดหัว หรือในกรณีที่พาดหัวเป็นประโยคยาว ๆ ทำให้ไม่เด่นไม่สะดุดตา อาจจะตัดทอนตอนใดตอนหนึ่งลงมาให้เป็นพาดหัวรองก็ได้ โดยลดให้ตัวอักษรมีขนาดรองลงมาจากพาดหัว ถ้าเป็นพาดหัวประเภทอยากรู้อยากเห็นหรือแบบฉงน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านสนเท่ห์หรือประหลาดใจ อาจจะต้องใช้พาดหัวรองทำหน้าที่ขยายความจากพาดหัวให้เข้าใจเพิ่มขึ้น

4. ข้อความบอกรายละเอียด (ฺBody text)
สำหรับ สินค้าใหม่ที่ประชาชนยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจประโยชน์ว่าใช้ทำอะไร ใช้อย่างไร หรือรู้จักแล้วแต่การโฆษณาต้องการเน้นให้ถึงประโยชน์เพื่อการจูงใจซื้อ จึงควรชี้ให้เห็นว่าสินค้านี้ให้ประโยชน์คุ้มค่าอย่างไร แต่ถ้าเป็นสินค้าที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป อาจจะไม่จำเป็นต้องเน้นประโยชน์ก็ได้ เพื่อให้พื้นที่โฆษณาดูโปร่งตา ไม่รกไปด้วยข้อความ ซึ่งจะดูดีกว่าโฆษณาที่แน่นไปทั้งภาพด้วยเรื่องราวต่างๆ เต็มพื้นที่
ประโยชน์ อื่น ๆ หรือรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า ถ้าสินค้ามีคุณสมบัติพิเศษ หรือมีประโยชน์เหนือกว่าสินค้าธรรมดาโดยทั่วไป การเขียนข้อความโฆษณาจึงควรมีรายละเอียดส่วนนี้ไว้ด้วย เพื่อช่วยสร้างความสนใจเป็นพิเศษแก่ผู้อ่าน เช่น เครื่องดูดฝุ่น นอกจากใช้ดูดฝุ่นแล้วยังสามารถใช้เป่าลมได้อีกด้วย

5. ข้อความพิสูจน์ข้ออ้าง (Proof)
ข้อความส่วนนี้มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อถือ หรือช่วยให้เกิดความมั่นใจ ในสินค้า โดยมักจะอ้างอิงบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้ตั้งแต่บุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่ใช้สินค้าหรือบริการ แต่ถ้าเป็นดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดีในสังคม ก็จะได้รับความสนใจและได้รับความเชื่อถือเป็นพิเศษโดยเฉพาะคนเด่นคนดังใน สาขาอาชีพนั้นๆ เช่น นักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับชาติ หรือระดับโลก โฆษณาสินค้าที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนั้นๆ ผู้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับอาหารการกิน แนะนำเรื่องอาหารหรือเกี่ยวกับอาหาร

6. ข้อความลงท้าย (Closing)
เป็นข้อความจบโฆษณา โดยสรุปให้ทราบว่า ผู้อ่านควรจะทำอย่างไร เช่นให้ตัดสินใจซื้อ ซื้อได้ที่ไหน ซื้อโดยวิธีใด ใคนเป็นผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย และคำขวัญ ก็เป็นที่นิยมในส่วนข้อความปิดท้าย เป็นต้น


7. ผู้รับผิดชอบหรือผู้พิมพ์และโฆษณา (Publishers)


…………………………………………………

ปรับปรุงจาก……..“โครงร่างข้อความโฆษณา” โดย อ.สุดเขต หนูรอด
http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/59/advertising/credit.html

…………………………………………………

ข้อมูลในการผลิตงานพิมพ์โปสเตอร์
เก็บมาจาก : http://www.supremeprint.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538763136

• รูปแบบและรายละเอียดของงานพิมพ์โปสเตอร์
งานพิมพ์โปสเตอร์จะมีรูปร่างเป็นกระดาษแผ่นเดียว กระดาษที่ใช้ไม่หนามาก การพิมพ์บนโปสเตอร์จะมีที่พิมพ์เพียงด้านเดียว

• ขนาดของงานพิมพ์โปสเตอร์ขนาด
15”x 21”, 10.25”x 15” , 17”x 23.5”(A2), 11.75”x 17”(A3), 8.25”x 11.75”(A4)
สำหรับขนาดอื่นที่มิได้กล่าวไว้ อาจทำให้มีการเสียเศษแผ่นพิมพ์

• กระดาษที่ใช้สำหรับงานพิมพ์โปสเตอร์
กระดาษปอนด์ 100 แกรมขึ้นไปกระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 120 แกรมขึ้นไป

• การพิมพ์และตกแต่งผิวบนของงานพิมพ์โปสเตอร์
มี การพิมพ์โปสเตอร์แบบ 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า จะใช้แม่สี 4 สี (CMYK) หรือสีพิเศษก็ได้ มักพิมพ์ด้วยระบบออฟเซ็ท ระบบอิ้งค์เจ็ทหรือระบบดิจิตอลพิมพ์หน้าเดียวสามารถพิมพ์โปสเตอร์เคลือบ UV เคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน เคลือบ Spot UV ปั๊มนูน (Embossing) ปั๊มทองหรือฟิล์ม/ฟอยล์สีต่าง ๆ (Hot Stamping)

Poster Link………………………………………………………..

http://www.internationalposter.com/ ….รวมงาน poster
http://www.posterpage.ch/exhib/ex142djp/ex142djp.htm …. student poster
http://www.allposters.com/ ….รวมโปสเตอร์ หลายชนิด หลากรูปแบบ มากกว่า 500,000 ชิ้น

http://www.impawards.com/ …โปสเตอร์หนังต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2000 – 2009
http://ffffound.com/ ….รวมงานสร้างสรรค์ด้านภาพประกอบ เพื่อใช้ในงานโฆษณา
http://ryan.library.cmu.edu/fmi/xsl/swiss7/tour.xsl?-view ….รูปแบบของ Swiss Poster
http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/sets/72157617966230965/ …..ตัวอย่างงาน The International Typographic Style
http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/sets/72157618052021378/ ….ตัวอย่างงานระบบตาราง

เสาชัยชนะ (The Victory Column)

August 31st, 2009 No comments

“เสาชัยชนะ” หรือ “เสาชัยชนะแห่งเบอร์ลิน” ( Berlin Victory Column ) หากเรียกในภาษาเยอรมันก็คือ ซีกัสซอยเลอน์ (Siegessäule) นับเป็นเสาอนุสรณ์แห่งชัยชนะที่โด่งดัง และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน มีความสูงทั้งหมดรวม 66.89 เมตร น้ำหนักประมาณ 5,000 ตัน ความสำคัญของเสาชัยชนะ ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของเยอรมันในอดีตเท่านั้น แต่ยังมีความหมายในฐานะ จุดศูนย์กลางของสังคม เป็นจุดรวมของจิตใจ และตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนีปัจจุบัน


เสาชัยชนะ ศูนย์กลางของสังคมและศูนย์กลางแห่งจิตใจของชาวเยอรมัน


จิตรกรรมโมเสกแสดงภาพเหตุการณ์สงครามทั้งสามครั้งบนผนังด้านล่างของตัวเสา

เสาชัยชนะสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1864 เมื่อครั้งที่ประเทศเยอรมนีปัจจุบันยังเป็น ราชอาณาจักรปรัสเซีย (Prussia Kingdom) โดยใช้เวลาในการสร้างเสาแห่งนี้นาน 9 ปี จึงแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1873 โดยมีพิธีเปิดเฉลิมฉลองเสาชัยชนะอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1873 โดยจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Emperor Wilhelm II) โดยมีวัตถุประสงค์ให้เสาแห่งนี้ เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ทั้งสามครั้ง ที่กองทัพปรัสเซียสามารถมีชัยชนะเหนือเดนมาร์ก, ออสเตรีย และ ฝรั่งเศส อันเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ราชอาณาจักรปรัสเซีย ไปสู่การรวมชาติเยอรมนีกับปรัสเซียเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น จักรวรรดิเยอรมัน (German Emperor) เมื่อปี ค.ศ.1871

ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว มีความสำคัญต่อจิตใจชาวเยอรมันในปัจจุบันมาก เพราะกว่าปรัสเซียจะรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับเยอรมันได้สำเร็จนั้น ต้องทำสงครามครั้งใหญ่กับมหาอำนาจทางทหารในสมัยนั้นถึงสามครั้ง ได้แก่
– สงครามดานิส – ปรัสเซียน (The Danish – Prussian War) เมื่อ ค.ศ.1864 ปรัสเซียมีชัยชนะเหนือเดนมาร์ก ทำสามารถช่วงชิงแคว้นชเลสวิก-โฮลสไตน์มาครอบครองตามสนธิสัญญาแกลสไตน์
- สงครามออสโตร – ปรัสเซียน (The Austro – Prussian War) เมื่อ ค.ศ.1866 เมื่อกองทัพปรัสเซียเข้าพิชิตถึงกรุงเวียนนา ทำให้ออสเตรียต้องยอมลงนามสงบศึกตามสนธิสัญญาปราก และหมดอำนาจเหนือปรัสเซียอย่างสิ้นเชิง
- สงครามฟรังโก – ปรัสเซียน (The Franco – Prussian War) เมื่อ ค.ศ.1871 ปรัสเซียมีชัยชนะเหนือฝรั่งเศส ทำให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ถูกขับออกจากบัลลังก์ ทำให้ปรัสเซียบรรลุเป้าหมายในการรวมเข้ากับแคว้นเยอรมนี จนกลายมาเป็น “จักรวรรดิเยอรมัน” ได้สำเร็จ

แต่เดิมนั้น เสาชัยชนะตั้งอยู่ที่ คอนิกส ปลาซ์ (Königsplatz) หน้าพระราชวังกรุงเบอร์ลิน ต่อมา ได้ย้ายไปตั้งใหม่ที่ เทียร์การ์เทน (Tiergarten) บริเวณวงเวียนกลางใจเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เสาชัยชนะที่มีอายุเก่าแก่ถึง 145 ปีล่วงมาแล้วนี้ ผ่านเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอรมันตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็น ราชอาณาจักรปรัสเซียไปสู่จักรวรรดิเยอรมัน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สาธารณรัฐไวมาร์ และสมัยนาซี กระทั่งกลายมาเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในปัจจุบัน ผ่านช่วงของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเสาชัยชนะยังสามารถดำรงคงอยู่ถึงปัจจุบัน โดยไม่ได้ถูกทำลายหรือถูกรื้อถอนแต่ประการใด


เสาชัยชนะ ( The Victory Column )ในยามราตรี กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ลักษณะของการสร้าง เสาชัยชนะ (The Victory Column) ถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษ โดยการออกแบบของสถาปนิกคือ โจฮาน เฮนริก สแตรค (Johann Heinrich Strack) โดยสร้างฐานชั้นล่างเป็นแท่นหินแกรนิตแดงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุมทั้งสี่ด้าน แกะสลักภาพประติมากรรมนูนต่ำ ส่วนด้านบนเป็นโถงรูปทรงกลมสองชั้น วงกลมรอบนอกสร้างเป็นเสาล้อมรอบ วงกลมชั้นในเป็นส่วนล่างของตัวเสา โดยใช้หินแกรนิตแดงเป็นวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมด ทำให้เมื่อมองดูโดยรอบจะเห็นว่าเสาชัยชนะเป็นเสาในโทนน้ำตาลแดง ลำต้นเสามีลักษณะเหมือนเซาะร่องในแนวตั้ง ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นเกิดจากการนำปืนใหญ่ที่ยึดจากศัตรูในสงครามใหญ่ทั้งสามครั้งมาประกอบสร้างขึ้นมา โดยตัวเสาแบ่งเป็นวงแหวนสี่ชั้น แกะสลักลายด้วยสำริดเคลือบทองเป็นสี่วง ซึ่งแต่เดิมที่สร้างเสานั้นมีเพียงสามชั้น (ตามเหตุการณ์สงครามทั้งสามครั้ง) ต่อมา ในสมัยนาซี ฮิตเลอร์ได้สั่งให้มีการสร้างต่อเติมวงแหวนในชั้นที่สี่เพิ่มขึ้นมา เพื่อฉลองชัยต่อการยึดครองออสเตรียได้สำเร็จ เมื่อค.ศ.1938 ทำให้ในปัจจุบัน เสาชัยชนะจึงประกอบไปด้วยวงแหวนทั้งสี่ชั้น


ภาพวาดเมื่อปีค.ศ.1900 แสดงที่ตั้งเดิมของเสาชัยชนะหน้าพระราชวังกรุงเบอร์ลิน
(สังเกตให้ดีจะเห็นว่าวงแหวนบนตัวเสาเดิมมีเพียงสามวงเท่านั้น)

จุดเด่นที่สำคัญของเสาชัยชนะอีกประการหนึ่งก็คือ ความงดงามของจิตรกรรมด้วยโมเสกกระจกสีรอบๆ บริเวณฐานเสาวงกลมชั้นล่าง ซึ่งจำลองเหตุการณ์สงครามสำคัญทั้งสามครั้งที่เกิดขึ้นในอดีต ภาพจิตรกรรมโมเสกมีความสวยงามคล้ายกับ ภาพที่สร้างขึ้นจากสีน้ำมัน หรือสีเฟรสโก แต่แท้จริงสร้างประกอบจากโมเสกทั้งสิ้น โดยจิตรกรรมทั้งหมดนี้มาจากฝีมือฃองศิลปิน อันตอง ฟอน วอเนอร์ (Anton von Werner)

นอกจากนี้ ตรงบริเวณส่วนฐานด้านล่าง ขุดสร้างออกเป็นอุโมงค์ลอดใต้ถนนจำนวนสี่ช่อง เป็นทางเท้าเชื่อมต่อกับพื้นถนนด้านนอกทั้งสี่ทิศ (อุโมงค์ลอดสร้างขึ้นเพิ่มเติมเมื่อ ค.ศ.1941) บริเวณด้านในของเสาเป็นโพรงกลวง สามารถไต่ปีนขึ้นสู่ด้านบนได้ด้วยบันไดวนทั้งหมด 285 ขั้น และเมื่อขึ้นชั้นสูงสุดด้านบน จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบกรุงเบอร์ลินได้อย่างชัดเจน

เอกลักษณ์สุดท้ายของเสาชัยชนะแห่งนี้ก็คือ ประติมากรรมสำริดเคลือบทองที่อยู่เบื้องบนเสา เป็นรูปของเทพีวิคตอเรีย (Goddess Victoria) หรือ เทพีแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory) ตามตำนานเทพปกรณัมโรมัน (เป็นองค์เดียวกับ “เทพีไนค์” (Goddess Nike) หรือ “ไนกี้” ของกรีก) ประติมากรรมมีขนาดความสูง 8.3 เมตร น้ำหนัก 35 ตัน ปั้นโดยประติมากร เฟรนดิค ดราเก้ ( Friedrich Drake) ประดิษฐานอยู่บนยอดเสาในท่วงท่าประทับยืน ก้าวเท้าไปเบื้องหน้าเล็กน้อย สวมชุดคลุมยาวแบบกรีกโบราณ ด้านหลังแผ่สยายด้วยปีกทั้งสองข้าง พระเศียรสวมมาลารูปนกอินทรี พระหัตถ์ขวายื่นชูไปเบื้องหน้าด้วยวงมงกุฏช่อมะกอก ที่เป็นสัญลักษณ์ของการสวมใส่ให้แก่ผู้ชนะ พระหัตถ์ซ้ายถือคฑาศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความสวยงามของประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะที่สอดคล้องกับความหมายของเสาที่จัดสร้างขึ้น ทำให้เสาชัยชนะมีความสมบูรณ์ และสามารถมองเห็นได้เด่นชัดแต่ไกล


ประติมากรรมรูปเทพีแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory)

แม้ว่าเสาชัยชนะจะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำกรุงเบอร์ลิน แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เสาแห่งนี้เป็นการเชิดชูสงคราม และยกย่องชาติพันธุ์ของตนเองเหนือชนชาติอื่นๆ อีกทั้งยังมีผู้มองว่า เสาชัยชนะเป็นส่วนหนึ่งของมรดกของนาซีที่หลงเหลืออยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เสาชัยชนะคือศูนย์รวมจิตใจ และความภาคภูมิใจที่ประวัติศาสตร์เยอรมันต้องจารึกไว้ และรัฐบาลมักใช้เสาแห่งนี้สำหรับจัดพิธีสำคัญๆ อาทิเช่น เมื่อไม่นานมานี้ วันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.2008 ได้มีการจัดสถานที่แห่งนี้สำหรับเป็นที่กล่าวสุนทรพจน์ของบารัค โอบามา ในช่วงระหว่างการรณรงค์หาเสียงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยโอบาม่าได้ยืนกล่าวสุนทรพจน์อยู่เบื้องหน้าเสาชัยชนะแห่งนี้ และทำให้ภาพของเสาชัยชนะแพร่ภาพออกไปทั่วโลกเช่นกัน ในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ของโอบามานั้นได้กล่าวไว้ว่า

“…ด้วยสายตาที่ยังต้องมองไปยังอนาคตในวันหน้า ปัญหาทุกๆ สิ่ง เราจะต้องแก้ไขด้วยตัวของเราเอง ชักนำให้เรายังต้องจดจำในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับที่เราต้องหาคำตอบให้กับโชคชะตาของเราเอง เพื่อร่วมกันสร้างโลกใหม่ใบนี้ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง…”
และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของความสำคัญของเสาชัยชนะ สัญลักษณ์ที่ชาวเยอรมันทุกคนไม่อาจปฎิเสธ


31 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสามาร์คุส ออเรลิอุส :: เสาทราจัน :: เสาพระตรีเอกภาพ :: เสาอโศก :: เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius’s Column)

August 27th, 2009 No comments

ณ มหานครแห่งโรมในปัจจุบัน ตัวอย่างประจักษ์พยานถึงความเรืองโรจน์ของอาณาจักรโรมัน ปรากฏบนผลงานสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่มากมาย “เสาแห่งชัยชนะ” (Triumphal Column) คือหนึ่งในสัญลักษณ์อันอหังการของโรมัน ที่ประกาศก้องต่อสายตาชาวโลกให้ได้รับรู้ถึง แสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่แห่งโรมัน เมื่อสองพันปีล่วงมาแล้ว และยังยั่งยืนยงมาตราบถึงวันนี้ ส่วนใหญ่แล้ว “เสาทราจัน” (Trajan’s Column) มักเป็นเสาแห่งชัยชนะที่มีคนรู้จัก และจดจำได้มากที่สุด เพราะเป็นเสาแห่งชัยชนะแห่งแรกสุดที่มีการสร้างมาในอดีตกาล แต่กระนั้น ในประวัติศาสตร์ศิลปะของโรมันช่วงความรุ่งเรืองในสมัยจักรวรรดิ ยังมีการสร้างเสาแห่งชัยชนะอีกสองแห่ง นั่นก็คือ เสาอันโตนินุส ปิอุส (Antoninus Pius’s Column) และ เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius’s Column) ต่างกันตรงที่ว่า ณ ปัจจุบัน “เสาอันโตนินุส ปิอุส” ได้พังทลายหักโค่นลงไปแล้ว คงเหลือแต่เพียง “เสามาร์คุส ออเรลิอุส” เท่านั้น ที่ยังคงตั้งตระหง่านจนถึงวันนี้


เสามาร์คุส ออเรลิอุส หน้าจัตุรัสโคลอนนา ( Piazza Colonna ) กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน

“เสามาร์คุส ออเรลิอุส” คือ เสาสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของ จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส (Emperor Marcus Aurelius) แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสัญลักษณ์แห่งแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ของกองทัพจักรวรรดิโรมัน ที่มีชัยชนะเหนือแว่นแคว้นแห่งชนเผ่าอนารยชน ก่อสร้างขึ้นโดยพระบัญชาของจักรพรรดิคอมโมดุส(Emperor Commodus) ผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์ โดยใช้ต้นแบบตามแบบอย่างของเสาทราจันในอดีต สันนิษฐานว่า “เสามาร์คุส ออเรลิอุส” อาจดำเนินการเริ่มต้นสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.180 แต่แล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อปี ค.ศ.193

จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.161 – 180) เป็นหนึ่งในห้าจักรพรรดิที่ทำให้จักรวรรดิโรมันก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ทางทหาร และแผ่แสนยานุภาพกว้างไกลออกไปสู่แว่นแคว้นต่างๆ ทำให้โรมันเป็นมหาอาณาจักรที่เข้มแข็ง และเป็นที่ครั่นคร้ามต่อชนเผ่าต่างๆ รอบดินแดนทั่วทวีปยุโรปในสมัยนั้น ห้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจักรวรรดิประกอบไปด้วย จักรพรรดิเนอร์วา, ทราจัน , ฮาเดรียน, อันโตนินุส ปิอุส และ มาร์คุส ออเรลิอุส ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของจักรวรรดิโรมัน และเป็นจักรพรรดิทั้งห้าพระองค์ที่ชาวโรมันรักเคารพ และเทิดทูนมากยิ่งกว่าสมัยใดๆ

เสามาร์คุส ออเรลิอุส ตั้งอยู่ ณ ใจกลางจัตุรัสโคลอนนา (Piazza Colonna) เดิมทีนั้น บริเวณที่ตั้งเดิมของ เสามาร์คุส ออเรลิอุส อยู่ทางทิศเหนือของบริเวณ ลานมาร์ติอุส ตั้งอยู่กึ่งกลางของวิหารฮาเดียเนอุม กับวิหารมาร์คุส ออเรลิอุส ลักษณะของเสามาร์คุส ออเรลิอุสนั้นเป็นแท่งเสาเกลียวทรงกลม ความสูง 29.60 เมตร บนฐานสี่เหลี่ยมซึ่งสูงกว่า 10 เมตร ดังนั้น หากรวมความสูงทั้งหมดตั้งแต่ส่วนฐานด้านล่างไปจนถึงยอดปลายเสา จะมีความสูงเท่ากับ 41.95 เมตร (ซึ่งสูงกว่าเสาทราจันเสียอีก) ลำต้นเสามาร์คุส ออเรลิอุสสร้างขึ้นจากหินอ่อนคาร์ราราขนาดใหญ่จำนวน 28 ก้อน ต่อประกอบเข้าด้วยกันเป็นแท่งเสา เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร ภายในด้านในของตัวเสาเป็นโพรงเสากลวง ด้านในสร้างเป็นบันไดเหล็กเวียนเป็นรูปทรงกลมจากด้านล่างสู่ด้านบนประมาณ 190-200 ขั้นบันได


ภาพประติมากรรมแสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม


ประติมากรรมรอบเกลียวเสามาร์คุส ออเรลิอุส

แม้ว่า เมื่อมองดูแต่ผิวเผินแล้ว อาจมองเห็นว่าเสามาร์คุส ออเรลิอุสมีความคล้ายคลึงกับเสาทราจันมาก แต่แท้จริงแล้วกลับมีลักษณะที่แตกต่างกันหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนภาพประติมากรรมรอบๆ เสา เพราะในขณะที่เสาทราจันมีเนื้อหาภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์สงครามดาเชี่ยน งานแกะสลักประติมากรรมมีรายละเอียดเกี่ยวกับ กลยุทธ และการสู้รบกลางสมรภูมิ แต่สำหรับเสามาร์คุส ออเรลิอุสนั้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ตรงที่เนื้อหาบนภาพแกะสลักประติมากรรมบนเสาจะมีการแสดงออกทางอารมณ์มากกว่า โดยเฉพาะสีหน้า และอากัปกิริยาของบุคคลต่างๆ ที่ดูแล้วเกิดความหดหู่ และสะทกสะท้อนใจ อาทิ การร่ำไห้ การหวีดร้อง และการคร่ำครวญ ภาพหลายภาพมีความน่ากลัว และแสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม การทารุณกรรม การเข่นฆ่า และฉากการประหารชีวิต อีกทั้งในส่วนความลึกของประติมากรรมของภาพจะมากเป็นพิเศษ ดังนั้น ภาพตัวคนกับฉากหลังจะเกิดมิติ ระยะ และความตื้นลึก เช่นเดียวกับที่ภาพต่างๆ เหล่านี้เมื่อกระทบกับแสงแดด จะบังเกิดเป็นแสง-เงาที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน

เสามาร์คุส ออเรลิอุส เล่าบรรยายถึงเหตุการณ์การทำสงครามระหว่างกองทัพโรมันภายใต้การนำทัพโดยจักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส กับชนเผ่ามาร์โคมานน์ ชนเผ่าเกาดิ และ ชนเผ่าซาร์มาเธียน โดยแบ่งการแกะสลักประติมากรรมเกลียวรอบเสาเป็นสองส่วน ครึ่งแรกของเสาตั้งแต่ส่วนฐานถึงส่วนกึ่งกลาง เป็นการบรรยายถึงเหตุการณ์สงครามกับแคว้นชนเผ่ามาร์โคมานน์ และชนเผ่าเกาดิ ในระหว่างปีค.ศ.172 – 173 และในส่วนครึ่งหลังตั้งแต่กลางเสาไปจนถึงยอดเสาด้านบนเป็นเหตุการณ์สงคราม กับแคว้นชนเผ่าซาร์มาเธียน ในระหว่างปีค.ศ.174 – 175 ดังนั้น ภาพประติมากรรมต่างๆ บนเสาเกลียวมาร์คุส ออเรลิอุส แท้จริงแล้วนั้นก็เปรียบเสมือนดั่งการประกาศถึงความชอบธรรมของโรมัน ที่ทำสงครามอย่างโหดเหี้ยมทารุณกับชนชาติศัตรูที่อ่อนแอกว่า ไม่แตกต่างอะไรกับการโฆษณาชวนเชื่อในปัจจุบัน ที่มองตนเองว่าเป็นฝ่ายถูกต้องแต่เพียงด้านเดียว


ภาพทั้งหมดของเสามาร์คุส ออเรลิอุส


นักบุญปอล(St.Paul)บนหัวเสา

เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป หลังอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ล่มสลาย ในสมัยกลางของยุโรป (Middle Age) ยังได้เกิดเทศกาลประจำปีในการปีนเสามาร์คุส ออเรลิอุส แต่ทว่า เทศกาลดังกล่าวได้ยกเลิกไปแล้วในปัจจุบัน นอกจากนี้ บริเวณส่วนยอดด้านบนสุดของเสามาร์คุส ออเรลิอุสแต่เดิมนั้นเป็นประติมากรรมรูปเหมือนของ จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส จนกระทั่งเมื่อถึงสมัยกลาง รูปประติมากรรมนี้ได้สูญหายไป กระทั่งถึงเมื่อปีค.ศ.1589 พระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 ( Pope Sixtus V) จึงได้ทรงให้สร้างประติมากรรมสำริด “นักบุญปอล” (St.Paul) ไปประดิษฐานไว้แทนที่บนยอดด้านบนหัวเสามาตราบถึงทุกวันนี้

ดังนั้น เสามาร์คุส ออเรลิอุส จึงมีคุณค่าเสมือนหนึ่งการจำลองประวัติศาสตร์แห่งโรมันให้มีชีวิต ด้วยงานประติมากรรมรอบเสาเกลียว เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจขององค์จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส ที่ได้สืบทอดสู่อนุชนรุ่นหลังให้ได้เรียนรู้ศึกษา และเป็นเสาชัยชนะแห่งโรมันที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน เป็นเสาที่สอง รองจากเสาทราจัน และยังเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งใจกลางของกรุงโรม ประเทศอิตาลีปัจจุบัน


25 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาทราจัน :: เสาพระตรีเอกภาพ :: เสาอโศก :: เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Categories: Symbols in the World Tags:

ปกนิตยสาร : (กรณีศึกษา นิตยสาร COSMOPOLITAN)

August 27th, 2009 No comments

Cosmopolitan Magazine cover

1. Masthead :
หัว หนังสือนิตยสารต้องโดดเด่นสะดุดตา สร้างความจดจำให้กับกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอันดับแรกที่มองเห็น ใช้มีการใช้ฟอนต์ที่สร้างสรรค์เป็นพิเศษ เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับนิตยสาร และเมื่อหัวหนังสือไปปรากฏอยู่ภายในเล่ม  ก็จะทำหน้าที่เป็นโลโก้ไปในตัวด้วย

2. Selling line :
สโลแกน แนวคิด หรือปรัชญาของหนังสือ เป็นคำสั้นๆ กระชับ เพื่อประกอบหัวหนังสือ  ช่วยขยายความคิด หรือเน้นให้หัวหนังสือแสดงจุดขายได้ชัดเจนขึ้น

3. Date line :
วัน-เดือน-ปี / ปีที่/ เล่มที่ …..แสดงกำหนดวันออกของนิตยสาร ปกติแล้วนิตยสารโดยทั่วไปมักจะวางแผงหนังสือก่อนกำหนดประมาณ 1 อาทิตย์

4. Main image :
เป็นภาพที่โดดเด่นที่สุด เรียกร้องความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด และต้องเป็นภาพที่สอดคล้องกับเนื้อหาภายในเล่ม

5. Cover lines :
เนื้อหา ที่น่าสนใจภายในฉบับ มีขนาดใหญ่พอสมควร อาจกินพื้นที่หน้าปกถึง ¼  มีการจัดวางไว้รอบๆ Main image แต่ไม่เด่นกว่า  Cover lines ที่ยาวเกินขนาดและและมีสีสันหลากหลายเกินไป อีกทั้งยังพาดผ่านทับไปบน Main image อาจทำให้ตัวอักษรอ่านยาก  ซึ่งมักเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับนักออกแบบมือใหม่ได้บ่อยๆ

6. Main cover line :
เรื่อง เด่นประจำฉบับ มักใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่มาก อาจกินพื้นที่หน้าปกถึง ¼  มีสีเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องเด่นตามแนวปรัชญาของนิตยสาร อีกทั้งยังสอดคล้องกับภาพ Main image

7. Left third :
1/3 ของพื้นที่ด้านซ้ายมือของนิตยสาร คือพื้นที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับการขายนิตยสาร ในจังหวะที่นิตยสารต้องถูกวางซ้อนทับกับบนแผงหนังสือ ก็จะโผล่ออกมาให้เห็นได้เฉพาะขอบด้ายซ้ายเพียงส่วนเดียว นักอกแบบจะต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ด้านซ้ายมือนี้เป็นพิเศษ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายจดจำได้ถึงลักษณะเฉพาะของนิตยสาร เช่น จุดเริ่มต้นของหัวหนังสือ, สโลแกน หรือรูปแบบการจัด Cover lines

8. Bar code :
สัญลักษณ์มาตรฐานสำหรับการจัดจำหน่าย


บทความโดย noontoon (2) มนูญ ไชยสมบูรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
6 August 2009

Categories: Recommended Tags:

International Typographic Style

August 27th, 2009 No comments

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นักออกแบบจากสถาบันเบาว์เฮ้าส์หลายคนลี้ภัยจากประเทศเยอรมันนีไปยังประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ได้นำหลักการออกแบบตัวอักษร และงานพิมพ์แพร่เข้าไปในโลกแห่งวัฒนธรรมใหม่ จนกลายเป็นสวิสสไตล์ (Swiss Style) มีการออกแบบสร้างสรรค์ และจัดตัวพิมพ์ที่มีรูปแบบสากล (The International Typographic Style)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธุรกิจระหว่างประเทศแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศมากขึ้นเป็นเงาตามตัว มีการใช้งานออกแบบและสื่อสิ่งพิมพ์มาสนับสนุนและส่งเสริมการค้าขายมากขึ้น

เพื่อ ไม่ให้เกิดความหลากหลายผิดรูปแบบมากเกินไป นักออกแบบชาวสวิสจึงสร้างระบบตาราง(Grid System) ขึ้นมาใช้เป็นตัวกำกับการออกแบบสิ่งพิมพ์ ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และเรขาคณิต แบ่งพื้นที่หน้ากระดาษออกเป็นส่วนๆ โดยมีระบบตารางเป็นตัวกำกับ

  • ระบบตารางที่มีรูปแบบสากลนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแบ่งหน้ากระดาษให้เป็น สัดส่วน มีพื้นที่ในการวางภาพประกอบและตัวพิมพ์มากขึ้น มีการจัดตัวพิมพ์แบบชิดซ้าย/ปล่อยขวา ใช้ตัวพิมพืแบบไม่มี Serif ทำให้ได้แบบของสิ่งพิมพ์ที่ดูแล้วมีความผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวอีกทั้งยัง ทำให้อ่านได้ง่ายขึ้นตัวอย่างงาน International Typographic Style

http://rada1527.blogspot.com/2008/11/international-typographic-style.html
http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/show/with/239929265/

http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429178991/show/with/3726041811/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429453547/show/with/3726047169/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429527793/show/with/3726043197/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429551669/show/with/3726042649/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621554395946/show/with/3726848198/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621554395946/show/with/3726848198


บทความโดย noontoon (2) มนูญ ไชยสมบูรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
28 July 2009

Categories: Recommended Tags:

นิทรรศการภายใต้ชื่อ “สัญญา” 4-30 กย. 52

August 25th, 2009 No comments

นิทรรศการภายใต้ชื่อ “สัญญา”
Reinforcing imagination in the Art of
Sanya Wong-Aram

คณะ ศึกษาศาสตร์ และหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเชิญชวนบุคลากร นักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนบุคคลภายนอกที่สนใจในงานศิลปะภาพพิมพ์ วาดเส้น และสื่อประสม เข้าร่วมชมนิทรรศการภายใต้ชื่อ “สัญญา” Reinforcing imagination in the Art of Sanya Wong-Aram

นิทรรศการศิลปกรรม “สัญญา” จะเป็นการรวบรวมผลงานตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบันของ รศ.สัญญา วงศ์อร่าม มาจัดแสดง ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นผลงานภาพพิมพ์เทคนิคต่างๆ แนวคิดที่สำคัญในการสร้างงานอันเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการครั้งนี้ นอกจากจะเข้าใจได้จากภาพรวมของนิทรรศการแล้ว ยังสามารถสังเกตได้ในงานภาพพิมพ์แกะไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งหมายถึงการนำสัญญาหรือการจำได้หมายรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของศิลปะ สังคม วัฒนธรรมและการเมืองในอดีตมาผสมผสานกับความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการ “เสริมแรง” ของจินตนาการทั้งของศิลปินขณะปฏิบัติการและผู้ชมนิทรรศการ

สำหรับผลงานเด่นของ อาจารย์สัญญา ที่ท่านจะสามารถสัมผัสได้ในงานนิทรรศการครั้งนี้ ได้แก่
- “APPLICATION” ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง จากงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ปี 2516
- “THE TEN DAYS” ซึ่งเป็นผลงานที่สะท้อนเหตุเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วง 14 ตุลาคม 2516
- “BORGER” ซึ่งเป็นผลงานที่รัฐบาลฮอลแลนด์ซื้อไปเมื่อ ปี 2517
- ผลงานภาพพิมพ์ ในการแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยไทย เนื่องในวันศิลป์พีระศรี ประจำปี พ.ศ. 2550 ภายใต้หัวข้อ “น้ำ”

นอกจากนี้ยังมีผลงานทั้งทางด้านการวาดเส้น และงานประติมากรรมด้วย สำหรับผลงานประติมากรรมที่คุ้นตาท่านนั้น ได้แก่
- ออกแบบ และสร้างประติมากรรม เพื่อติดตั้งหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ “ล็อกซ์เล่ย์ จำกัด” คลองเตย
- ผลงานปั้นครุฑ บริษัท กรุงเทพประกันภัย, บริษัท เทเวศประกันภัย, บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัยและคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา เป็นต้น

นอกจากผลงานดังกล่าวแล้ว ท่านยังจะได้พบกับผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ (Wood Cut) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย
โดยนิทรรศการในครั้งนี้จะเปิดให้ชมระหว่างวันที่ 4-30 กันยายน 2552 โดยจะมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันที่ 4 กันยายน 2552 ณ หอศิลปวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรม (ริมบึงสีฐาน) มหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกจากนี้ในวันที่ 4 กันยายน 2552 จะมีกิจกรรม work shop printing 9.00- 11.30 น. ที่ ห้องภาพพิมพ์ ชั้น 5 สาขาศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ และในช่วงบ่ายจะมีการบรรยาย ศิลปะนามธรรม 13.30 – 15.30 ที่ ห้องบรรยาย ชั้น 5 สาขาศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-4333-2035 หรือทางเวปไซด์ http://cac.kku.ac.th/cacเนตรนภา โสภะสุนทร หอศิลป์ มข

คัดลอกมาจาก สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัย ขอนแก่น

Categories: PR News Tags:

วิถีควบกล้ำ

August 23rd, 2009 No comments

“ วิถี ควบกล้ำ 2552 ” วิถี และ ร่องรอย ที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดส่งต่อกัน ด้วยมุมมองการรับรู้ที่เหมือน และแตกต่าง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างโลกธรรมชาติ โลกของเด็ก และมุมมองของผู้ใหญ่ ด้วยสายสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกที่ใช้วิถีชีวิตเรียนรู้ร่วมกัน จากปรากฏการณ์เรียนรู้ ที่เกิดขึ้นในฐานะ ห้องปฎิบัติการเรียนรู้โดยครอบครัว ซึ่งได้สัมผัสรับรู้ถึง ความมหัศจรรย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในเหล่าสรรพชีวิต ร่องรอยที่ปรากฏ คือผลพวงจากการทับซ้อน ล้อเลียน ถ่ายโอนความคิดของกันและกัน สื่อสารจากความเป็นจริงถึงจินตนาการ จากแรงบันดาลใจสู่จิตสำนึกโดยวิถีธรรมชาติ ภายใต้เครือข่ายสายใยชีวิต ที่เชื่อมต่อกันด้วยข้อมูลประสบการณ์ตรง นับตั้งแต่วัยเด็กแรกเริ่ม จนถึงวัยก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยรุ่น ของ เด็กชายสองคน ดล และ แดน

ควบกล้ำ ธรรมชาติ เป็นวิถีเรียนรู้ โดยครอบครัวพ่อแม่ลูก (ดล 8 ขวบ และ แดน 4 ขวบครึ่ง) ซึ่งมีวิถีธรรมชาติเป็นฐานการเรียนรู้ และใช้กระบวนการศิลปะเป็นตัวตอบสนองการเรียนรู้เป็นส่วนใหญ่ จากการใช้ประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกัน แบบครอบครัวเกาเหลาคลุกเคล้าวิถีชีวิตผ่านวันคืนร่วมกัน จริงๆ แล้วถือว่าเป็นองค์กรชีวิตระดับหนึ่งที่พยายามหล่อหลอมสถานการณ์ให้เกิด ภาวการณ์เรียนรู้โดยธรรมชาติร่วมกัน  ธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งถือเป็นห้องเรียนธรรมชาติใบใหญ่ที่เราได้ร่วมกันค้นหา เรียนรู้ได้ตลอดเวลา เป้าหมายที่แท้จริงคือมุ่งไปสู่กระบวนการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ (เบื้องหลังคือกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่จะสืบค้นหาความเป็นจริงสูงสุด อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์) นิทรรศการศิลปะ ควบกล้ำธรรมชาติ เป็นการสำแดงออกของกระบวนการเรียนรู้โดยธรรมชาติ จากธรรมชาติซ้อนธรรมชาติ และมุ่งเน้นไปที่ กระบวนการสื่อสารที่ถ่ายทอดและตอบสนองต่อธรรมชาติแห่งสรรพชีวิตที่ดำรงอยู่ ในช่วงเวลาแห่งปรากฏการณ์ ซึ่งน่าจะเป็นภาพรวมแห่งความหมาย ความรู้สึกนึกคิด และกระบวนการหล่อหลอมจิตสำนึกที่มีต่อชีวิตสรรพสิ่งร่วมกัน

ผลงานศิลปะเหล่านี้ดูเป็นความบังเอิญ หรือความเป็นเช่นนั้นเอง ที่สนองตอบต่อธรรมชาติรอบตัว ซึ่งสำแดงร่องรอยออกมาในผลงานศิลปะได้นั้น ใช้ระยะเวลาทำงานสะสมมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๗ จนถึง วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ จากการรับรู้ประสบการณ์ตรงกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตรอบตัวไปจนถึงพื้นที่ แหล่งธรรมชาติที่สมบูรณ์  และจากแหล่งข้อมูลชั้นสองทางสื่อชนิดต่างๆ รวมไปถึงการเฝ้าสังเกตการณ์  จากระบบชีวิตเล็กๆ ตั้งแต่หนอน ผีเสื้อ มด ปลวก แมลง พืช พรรณต้นไม้  เมล็ดพืช งู กบเขียด กิ้งก่า  นก สัตว์ป่านานาชนิด ไปจนถึง จักรวาลดวงดาว และสรรพชีวิต ซึ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันรวมถึงตัวเราด้วย  สายใยเกาะเกี่ยวโยงใยสัมพันธ์ ผ่านเวลาวันคืนเลาะเลี้ยวไปตามครรลองของความสนใจที่ผุดบังเกิดขึ้นจากแรง บันดาลใจใหม่ๆที่ไม่รู้จบ ขยายอาณาเขตออกไปสู่ความซับซ้อนที่ถูกทักทอไว้ ปฏิสัมพันธ์ขั้นต้นของระบบชีวิตต่อชีวิต พ่อ แม่ ลูกและ สรรพชีวิต เริ่มต้นเล่าเรียนรู้ เรื่องราวมหัศจรรย์แห่งชีวิต ด้วยการถ่ายทอดโลกภายในที่เชื่อมต่อเกาะเกี่ยวโยงใยกันมา นิทรรศการศิลปะ “ควบกล้ำธรรมชาติ”   เป็นการพยายามรวบรวมสังเคราะห์ผลงานและกระบวนการทำงานในช่วงเวลาพัฒนาการของ วัยเด็กช่วงแรก (4-8 ขวบ) โดยให้เห็นถึงคุณค่าความงดงาม ของความเป็นไปของระบบชีวิต ที่พ่อแม่ลูกสี่คนสนองตอบต่อธรรมชาติร่วมกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.doublenature.com
email: dokkma@yahoo.com

นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 234 สิงหาคม 2547 หรืออ่านใน เว็บบอร์ด คลิกที่นี่


คัดลอกข้อมูลจาก

http://www.doublenature.com/dbn2006/expand.htm

http://jamjureeartgallery.blogspot.com/2008/09/exhibition.html

นิทรรศการ วิถีควบกล้ำ 2552
ศิลปิน ครอบครัว สังวรเวชภัณฑ์ ( พี่นก แดนสรวง (9) , พี่หน่อย อรวรรณ (16), ดล และ แดน)

ลักษณะงาน จิตรกรรม และจัดวาง
ระยะเวลาที่จัดแสดง 1 – 17 สิงหาคม 2552
ห้องนิทรรศการ ห้องนิทรรศการชั้น 1 ห้อง 1 – 22

http://www.doublenature.com/ant/anthology.htm

Categories: Exhibition Tags:

เสาทราจัน (Trajan’s Column)

August 17th, 2009 No comments

“เสาทราจัน” คือ เสาสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิทราจัน (Emperor Trajan) แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ และเครื่องหมายแห่งอำนาจอันเกรียงไกรของโรมันในอดีตกาล ออกแบบ และควบคุมการสร้างโดยสถาปนิกคนสำคัญของโรมันคือ อะพอลโลโดรุสแห่งดามัสกัส (Apollodorus of Damascus) ตามมติของสภาเซเนทแห่งโรมัน (The Roman Senate) และความพร้อมใจของชาวโรม ที่สร้างอุทิศสร้างถวายแด่พระองค์ จึงทำให้เกิดการสร้าง เสาอนุสรณ์ชัยชนะของจักรพรรดิทราจันแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ.113 เพื่อสดุดีพระเกียรติของจักรพรรดิทราจัน ที่มีชัยชนะต่อสงครามดาเชี่ยน (The Dacian wars)

ดังนั้น เสาทราจันจึงเป็นประจักษ์พยานเพื่อบันทึกถึง วีรกรรมของพระองค์ที่ทรงนำพาชัยชนะอันยิ่งใหญ่มาสู่โรมัน อีกทั้งยังใช้พื้นที่ด้านล่างภายในตัวเสาเป็นสถานที่เก็บพระโกศทองคำ ซึ่งบรรจุอัฐิของจักรพรรดิทราจัน และพระนางโพรตินาผู้เป็นมเหสีไว้เคียงคู่อยู่ภายในเสาตราบนิรันดร์


เสาทราจัน ณ ใจกลางทราจันโฟรุม( Trajan’s Forum ) กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน

จักรพรรดิทราจันเป็นหนึ่งในห้าจักรพรรดิ ที่ทำให้จักรวรรดิโรมันก้าวสู่ยุคแห่งความเรืองอำนาจของจักรวรรดิ และความยิ่งใหญ่ทางทหารของโรมัน ห้าจักรพรรดินั้นประกอบไปด้วย จักรพรรดิเนอร์วา , ทราจัน , ฮาเดรียน , อันโตนินุส ปิอุส และ มาร์คุส ออเรลิอุส ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของจักรวรรดิโรมัน และเป็นจักรพรรดิทั้งห้าพระองค์ที่ชาวโรมันรักเคารพและเทิดทูนยิ่ง

เสาทราจันตั้งอยู่ ณ ใจกลางทราจันโฟรุม (Trajan’s Forum) ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชนของโรม มีบันทึกไว้ว่า ทราจันโฟรุมได้ถูกขุดสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของการค้า การบริหาร และแหล่งรวมของชุมชน บนพื้นที่ของหุบเขาคาปิโทลิเน กับหุบเขาควาลินอล ตามพระบัญชาของจักรพรรดิทราจัน ลักษณะของเสาทราจันนั้นเป็นแท่งเสาทรงกลม ความสูง 30 เมตร(98 ฟุต) แต่หากรวมความสูงทั้งหมดตั้งแต่ส่วนฐานด้านล่างไปจนถึงยอดปลายเสา จะมีความสูงเท่ากับ 38 เมตร หรือ 125 ฟุต เลยทีเดียว มีน้ำหนักรวมทั้งหมดเท่ากับ 1,100 ตัน สร้างขึ้นจากหินอ่อนลูน่าขนาดใหญ่จำนวน 20 ก้อนต่อประกอบเข้าด้วยกันเป็นแท่งเสา เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร ภายในด้านในของตัวเสาเป็นโพรงเสากลวง ด้านในสร้างเป็นบันไดเหล็กเวียนเป็นรูปทรงกลมจากด้านล่างสู่ด้านบนจำนวน 185 ขั้นบันได และจะเจาะช่องเล็กๆไว้เป็นระยะๆรอบตัวเสาเพื่อใช้ถ่ายเทและระบายอากาศ รวมทั้งใช้เป็นหน้าต่างนำแสงสว่างสู่ภายใน


ประติมากรรมรอบเกลียวเสาทราจันทั้ง 23 ชั้น


ภาพประติมากรรมนูนต่ำแสดงถึงฉากการรบกลางสมรภูมิ

แต่จุดเด่นที่สุดของเสาทราจันนั้นก็คือ ผลงานประติมากรรม ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดของเสาเกลียวแห่งโรมัน เท่าที่มีการสร้างกันมา ภาพประติมากรรมนูนต่ำเหล่านี้ เล่าบรรยายถึงเหตุการณ์การทำสงครามระหว่างกองทัพโรมัน ภายใต้การนำทัพโดยจักรพรรดิทราจัน กับชนเผ่าดาเชี่ยน ทั้งสองครั้ง โดยแบ่งการแกะสลักประติมากรรมจำนวน 23 เกลียวรอบเสาทราจัน แบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งแรกของเสาตั้งแต่ส่วนฐานถึงส่วนกึ่งกลาง เป็นการบรรยายถึง เหตุการณ์สงครามดาเชี่ยนครั้งแรก ระหว่างปีค.ศ.101 – 102 และในส่วนครึ่งหลังตั้งแต่กลางเสาไปจนถึงยอดเสาด้านบน เป็นเหตุการณ์สงครามดาเชี่ยนครั้งที่ 2 ในระหว่างปีค.ศ.105 – 106 ภาพต่างๆ รอบเกลียวเสาแสดงให้เห็นถึง ฉากการทำสงครามได้อย่างสมจริงสมจัง มีการแกะสลักให้เห็นถึงการสร้างป้อมปราการ การตั้งทัพ การวางแผนการรบ การบุกประจัญบาน การปะทะกลางสมรภูมิ และยุทธนาวีกลางทะเล ภาพประติมากรรมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึง ลักษณะเครื่องแต่งกายของชาวโรมัน เครื่องแบบทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิด โดยมีภาพประติมากรรมของจักรพรรดิทราจันปรากฏอยู่บนเสาเกลียวรวม 59 ตำแหน่งบนรอบเกลียวเสาทั้ง 23 เกลียว และมีจำนวนภาพประติมากรรมรูปคนต่างๆ บนเสาเกลียวทั้งหมดกว่า 2,500 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพเหมือนขององค์จักรพรรดิทราจันเป็นไปในลักษณะเหมือนจริง ทั้งพระพักตร์ และร่างกาย อีกทั้งยังจัดองค์ประกอบภาพให้เกิดมิติระยะทางทัศนียวิทยาในหลายๆ จุด ทำให้สามารถมองเห็นฉาก และเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากนำมาคลี่กางภาพประติมากรรมทั้งหมดบนเสาเกลียวมาเรียงต่อกัน จะมีความยาวถึง 190 เมตร ซึ่งจะกลายเป็น ประติมากรรมสมัยโรมันที่ยาวที่สุดในโลกเช่นกัน

บริเวณส่วนฐานเหนือช่องประตูทางเข้าด้านล่างของเสาทราจัน มีจารึกอักษรโรมันที่บ่งบอกเกี่ยวกับ เสาทราจัน และยังคงปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ ถอดความได้ว่า

“ สภาซีเนท และพสกนิกรแห่งโรม ใต้พื้นปฐพีอาณาจักรของซีซาร์ องค์ผู้เป็นโอรสแห่งมิเนอร์วา ณ ปีที่ 17 ของการพิทักษ์ปกป้องอาณาจักร ได้รับการโห่ร้องหกครั้งคราให้สู่ตำแหน่งองค์ราชันย์ ประจักษ์แจ้งต่อขุนเขาอันยิ่งใหญ่ และสถานที่แห่งนี้ อันเป็นที่ที่ได้เคลื่อนย้ายมาสถิตอยู่อย่างยิ่งใหญ่เหนือคณา ”

นอกจากนี้ บริเวณส่วนยอดด้านบนสุดของเสาทราจันในปัจจุบัน มักมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรูปประติมากรรมขององค์จักรพรรดิทราจัน แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น เพราะในบันทึกเก่าแก่ที่มีปรากฏภาพบนด้านหลังเหรียญโบราณสมัยทราจันนั้น แต่ดั้งเดิมได้สร้างเป็นประติมากรรมรูปนกอินทรี ต่อมาได้เปลี่ยนไปเป็นประติมากรรมรูปองค์จักรพรรดิทราจันประทับยืนในร่างเปลือยตามคตินิยมทางศิลปะโรมัน เพื่อแสดงออกถึงความงามแห่งสรีระ และพละกำลังแห่งชีวิต จนกระทั่งเมื่อสมัยกลางของยุโรป รูปประติมากรรมนี้ได้สูญหายไป กระทั่งถึงเมื่อปีค.ศ.1587 พระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 ( Pope Sixtus V) ได้ทรงให้สร้างประติมากรรมสำริด “นักบุญปีเตอร์” (St.Peter)ไปประดิษฐานไว้แทนที่บนยอดด้านบนหัวเสามาตราบถึงทุกวันนี้


นักบุญปีเตอร์(St.Peter) บนหัวเสา


คำจารึกด้านล่างของเสาทราจัน

คติการสร้างเสาเกลียว เพื่อแสดงออกถึงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิทราจัน เป็นเสาแรกในประวัติศาสตร์โรมัน ทำให้เกิดเป็นแบบอย่างให้มีการสร้างเสาแห่งชัยชนะในลักษณะเดียวกันนี้ตามมาอีกสองเสา ได้แก่ เสาอันโตนินุส ปิอุส (Antoninus Pius’s Column) และ เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius’s Column)

ดังนั้น เสาทราจันจึงไม่เพียงแต่มีคุณค่ามหาศาลต่อการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์แห่งโรมันด้วยศิลปะประติมากรรมแทนการบันทึกด้วยอักษร แต่ยังกลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของกรุงโรม และยังคงตั้งมั่นอยู่เช่นนั้นมานานเกือบ 2,000 ปี ด้วยหลักการคำนวณทางวิศวกรรมแบบโรมันอันเยี่ยมยอด เพราะแม้กรุงโรมจะประสบกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง แต่ ณ วันนี้ เสาทราจันก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นนั้นมาตราบถึงปัจจุบัน


17 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาพระตรีเอกภาพ :: เสาอโศก :: เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Rural Sensations

August 11th, 2009 No comments

Paint Flows / Buffalos in Muddy Swamps

ภาพผลงานบางส่วน ของ ดร.อภิชาติ พลประเสริฐ สมัยทำปริญญาเอก ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งศึกษาเฉพาะเจาะจงในเรื่องของ Environmental Art โดยใช้แนวความคิด, ปรัชญา, สุนทรีย์ จาก Allen Carlson (2002) ผู้มีอิทธิพลทางความคิด และศิลปินในกลุ่มนี้ ในการออกไปทำงาน ณ พื้นที่จริง ไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้า นาข้าว สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรม ผนวกกับความรู้สึก Nostalgia (หวลคำนึงคิดถึงบ้าน กับชีวิตวัยเด็ก) จนได้เป็นผลงานเหล่านี้

หลักในการคิด มี ๒ ข้อ

๑.  ใช้ปรัชญาจาก ศิลปินกลุ่ม Environmental Art สืบเนื่องไปถึง Landscape art (ศิลปะทิวทัศน์)

๒.  ผสมผสานกันระหว่าง กิจกรรมของชาวบ้าน ในการทำศิลปะ และการเกษตรกรรม กับการทำงานของศิลปิน ในเรื่องความรู้สึกสัมผัสทาง สุนทรียทางด้านศิลปะ สุนทรีย์กับก้อนสีที่มันหนุบหนับ พิกเม้น เชื่อมโยงนำไปสู่ความทรงจำ การย่ำดิน เมล็ดธัญญพืช สัมผัสชีวิตชาวบ้าน ดิน ใบไม้ จริงๆ มิใช่แค่ภาพวาด ชาวนาในทุ่งหญ้าที่วางองค์ประกอบภาพสวยงามบนเฟรม แต่เป็นการเปิดประตูทางความคิดในทางปฏิบัติของศิลปินให้ลงไปทำงานในชนบท

- ตัวอย่างผลงานของ ดร.อภิชาติ ในรูปแบบไฟล์ PDF (5 MB) ดาวน์โหลดได้จากลิงค์เหล่านี้

http://www.zshare.net/download/63659528639e747c/ หรือ
http://www.megaupload.com/?d=LEGZBP0O หรือ
http://rapidshare.com/files/263975774/Apichart_Artworks.pdf.html หรือ

http://sharebee.com/e07483dd

- ประวัติข้อมูล ดร.อภิชาติ พลประเสริฐ คลิกที่นี่

- Environmental Art คลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่

Proudly using Dynamic Headers by Nicasio WordPress Design