Archive

Archive for July, 2009

เสาโอเบลิสก์ดำ (Black Obelisk)

July 28th, 2009 No comments

“โอเบลิสก์ดำ” หรือ “แบล็ค โอเบลิสก์” (Black Obelisk) เป็นหนึ่งในเสาหินโบราณแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ประติมากรรมบนเสาหินของพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 (King Shalmaneser III ) แห่งอาณาจักรอัสสิเรีย (Assyria) นับเป็นสิ่งล้ำค่าของศิลปกรรมยุคโบราณที่อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่กลับมีคุณค่าสุดประเมินได้จากภาพแกะสลักบนเสาหิน

เพราะนี่คือ “เสาที่เป็นสัญลักษณ์บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตอันเรืองโรจน์ของอาณาจักรอัสสิเรีย กับความสัมพันธ์ต่อชาวยิว และคริสต์ศาสนา” และเนื่องจากแท่งเสาหินดังกล่าว สกัดขึ้นจากแท่งหินปูนสีดำ และมีลักษณะคล้ายคลึงกับเสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ ทำให้นักประวัติศาสตร์ศิลป์นิยมเรียกเสาหินนี้ว่า “โอเบลิสก์ดำ”

เสาโอเบลิสก์ดำ ปัจจุบันอยู่ที่ The British Museum ประเทศอังกฤษ

ในช่วงที่อาณาจักรอัสสิเรียเรืองอำนาจในดินแดนเมโสโปเตเมียนั้น พระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 (ครองราชย์ในช่วง 858 – 824 ปีก่อน ค.ศ.) พระองค์ได้ทรงขยายดินแดนแผ่กว้างออกไปจนยิ่งใหญ่ไพศาล สร้างความเกรียงไกรให้แก่ชนเผ่าอื่นๆ จนยอมศิโรราบต่อกำลังกองทหารของอัสสิเรีย ทำให้เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว จึงได้เกิดการสร้างเสาหินโอเบลิสก์ดำขึ้น สันนิษฐานกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 825 ปีก่อน ค.ศ. เดิมที เมื่อตอนแรกขุดค้นพบเสาโอเบลิสก์ดำนั้น พบที่บริเวณซากพระราชวังของอัสสิเรียที่คาลฮู (Kalhu) (ปัจจุบันก็คือเมืองนิมรัต(Nimrud) ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก) แต่ภายหลัง เสาโอเบลิสก์ดำได้ถูกลักลอบนำออกไปยังสหราชอาณาจักร(อังกฤษ) ปัจจุบันนี้ เสาโอเบลิสก์ดำ ตั้งอยู่ในโซนศิลปกรรมเมโสโปเตเมียใน “บริติชมิวเซียม” (The British Museum) ประเทศอังกฤษ อีกทั้งยังมีเสาโอเบลิสก์ดำในลักษณะแบบเดียวกันนี้ จำลองไว้ที่ “สถาบันตะวันออกแห่งชิคาโก” (The Oriental Institute) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

ลักษณะของ “เสาโอเบลิสก์ดำ” เป็นแท่งหินปูนสีดำสนิท แกะสลักขึ้นมาจากหินเพียงก้อนเดียว มีความสูง 197.85 เซนติเมตร กว้าง 45.08 เซนติเมตร บนชั้นปลายสุดของเสาจะสร้างคล้ายรูปซิกกูรัต ซ้อนๆ กันสามชั้น และสาเหตุที่ทำให้ “เสาโอเบลิสก์ดำ” มีคุณค่าทั้งต่อวงการศิลปะ และประวัติศาสตร์นั้น มาจากภาพประติมากรรมนูนต่ำที่แกะสลักไว้รอบๆ ตัวเสาทั้งสี่ด้าน ในบริเวณเสาของแต่ละด้านจะแบ่งออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 5 ช่อง เรียงจากแถวบนลงล่าง และเมื่อรวมทั้งสี่ด้านของตัวเสา ทำให้มีภาพประติมากรรมรวมกันทั้งหมด 20 ภาพ และในแต่ละช่องนั้น มีการแกะสลักภาพประติมากรรมที่เล่าถึงเหตุการณ์ในยุคสมัยของพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 และพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่สามารถพิชิตแว่นแคว้นต่างๆ จนยอมศิโรราบต่ออาณาจักรอัสสิเรีย โดยในแต่ละภาพนั้นจะแกะสลักตัวอักษรรูปลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม (Cuneiform) กำกับไว้อย่างละเอียด อีกทั้งยังมีการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เพิ่มเติมด้วยการแกะสลักไว้บนส่วนยอดด้านบนทั้งสามชั้นตลอดทั้งสี่ด้าน ทำให้สามารถศึกษาเรียนรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ในรัชสมัยของพระองค์ได้อย่างกระจ่าง

รายละเอียดบางส่วนทางด้านซ้ายของเสาโอเบลิสก์ดำ

ความสำคัญประการหนึ่งของ “เสาโอเบลิสก์ดำ” นั้น อยู่ที่บริเวณภาพประติมากรรมแกะสลักบริเวณด้านหน้า มีการสร้างเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำ เล่าถึงชนเผ่าโบราณที่อาณาจักรอัสสิเรียเข้ายึดครอง และอาณาจักรต่างๆ เหล่านั้นได้ส่งตัวแทน และคณะฑูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระองค์ เรียงจากด้านบนลงล่าง ได้แก่
1. ชนเผ่ากิลซานู (Gilzanu) เป็นอาณาจักรโบราณทางทิศตะวันตกของอิหร่านปัจจุบัน
2. ชนเผ่าเจฮู (Jehu) หรือก็คือดินแดนแห่งอาณาจักรอิสราเอลโบราณ
3. ชนเผ่ามุสรี (Musri) สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาณาจักรโบราณทางตะวันออกของอิหร่านปัจจุบัน
4. ชนเผ่าซูฮี (Suhi) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของซีเรียและอิรักปัจจุบัน
5. ชนเผ่าพาตินา (Patina) เป็นดินแดนโบราณทางตอนใต้ของตุรกี

ประติมากรรมนูนต่ำช่องที่สอง แสดงถึงคณะทูตจากเจฮูถวายเครื่องราชบรรณาการต่อพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3

ในจำนวนนี้ ภาพประติมากรรมช่องที่ 2 ที่กล่าวถึง “ชนเผ่าเจฮู” (Jehu) เป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสำคัญสูงสุด เพราะคำว่าเจฮูไม่ได้หมายถึงชื่อของชนเผ่า แต่เป็นคณะทูตจากกษัตริย์ชาวยิวผู้มีพระนามว่า “เจฮู” และเป็นประจักษ์พยานถึงดินแดนเก่าแก่ของอาณาจักรอิสราเอลโบราณ ซึ่งครั้งหนึ่งชาวยิวเคยตั้งรกรากครอบครองดินแดนอิสราเอลมาช้านาน แต่ได้ถูกอาณาจักรอัสสิเรียบุกรุกเข้ายึดครอง ดังนั้น คำจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์มที่แกะสลักไว้ มีข้อความแปลได้ว่า
“พวกชนเผ่า(ของ)เจฮู , ผู้บุตรแห่งอัมรี : ข้าได้รับสิ่งบรรณาการเหล่านั้นด้วย ทองคำ เงิน ภาชนะและจอกทองคำ คฑาแห่งราชันย์และหอกศาสตรา”
คำว่า เจฮู (Jehu) นั้น คือพระนามของกษัตริย์ชาวยิวแห่งอาณาจักรอิสราเอล เมื่อราว 841 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งตรงกับเนื้อหาที่ว่าด้วยการรุกรานของอัสสิเรีย ดังที่มีกล่าวไว้ในไบเบิ้ล หรือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาฉบับเดิม (The Old Testament) ด้วยหลักฐานของอัสสิเรียในเสาโอเบลิสก์ดำ จึงกลายมาเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ ศิลปะ และ ศาสนา รวมไว้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างน่าสนใจยิ่ง


เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
28 July 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Google reader ช่วยการติดตามอ่านหลายเว็บ

July 28th, 2009 No comments

ภาพหน้าจอ Google reader

สำหรับใครที่ติดตามอ่านเว็บหลายแห่ง อาจจะใช้วิธีจัดเก็บรายชื่อเว็บไซท์ต่างๆ ไว้ใน add Bookmarks หรือ add Favourites ซึ่งเมื่อจะเข้าชม ก็ไปคลิกใน บุ๊คมาร์ค เพื่อเปิดหน้าเว็บนัั้นๆ อีกที

วันนี้จะขอเสนอ Google reader ใช้สำหรับติดตามอ่านข้อมูลข่าวสารอัพเดทเหล่านั้น ง่ายมาก เพียงเข้าไปสมัครที่ http://reader.google.com/ (ควรจะสมัครใช้ Gmail ฟรีด้วย) สมัครแล้วก็ ใส่(add) URL เว็บที่ต้องการติดตามได้เลย

เว็บไซท์ใหม่ๆ ปัจจุบัน จะมีระบบ RSS feed ในตัว
(อาร์เอสเอสฝีด ย่อมาจาก Really Simple Syndication อ่านเพิ่มเติมที่ wikipedia)
ไอคอน หน้าตาแบบนี้ (icon RSS) มีหน้าที่ รวบรวมข้อมูลอัพเดทของเว็บเก็บไว้เป็น ไฟล์มาตรฐานรูปแบบหนึ่ง เพื่อเผยแพร่ ให้เว็บอื่นๆ หรือใครก็ตามที่ต้องการดึงข้อมูลไปแสดงผล (อาจจะคุ้นเคยกับเว็บที่มีกรอบหน้าต่างแสดง ราคาทองวันนี้, ราคาน้ำมัน, ตลาดหุ้น, หวย ฯลฯ)

หลังจากสมัคร เปิดแอคเค้าท์ กับกูเกิ้ลรีดเดอร์ แล้วล็อกอิน จะเห็นหน้าตาคล้ายๆ ภาพซ้าย (Home)

- คลิกที่ปุ่ม Add a subscription แล้วกรอก URL เว็บที่ต้องการติดตามอ่าน เช่น
http://www.artedchula.com/arted หรือ

http://www.artedchula.com/web

- จะปรากฏรายชื่อเว็บที่สมัครไว้ ในกรอบเมนูทางซ้ายมือ
- เสร็จเรียบร้อย
(ในกรณีที่ บางเว็บไม่มี RSS feed ก็จะสมัครไม่ได้)

กูเกิ้ลรีดเดอร์ จะทำการดึงข้อมูลผ่านทาง อาร์เอสเอสฝีด มาเก็บไว้แสดงผลให้เราอ่าน
ยิ่งสมัครหลายๆ เว็บไซท์ ก็ทำให้เราสามารถเฝ้าติดตามอ่านข้อมูลเว็บทั้งหมดได้ง่าย ผ่านกูเกิ้ลรีดเดอร์ ตัวเดียว โดยที่ ข้อมูลอัพเดทของทุกเว็บ จะถูกจัดเรียงแสดงผลไตเติ้ล ตามเวลาที่เว็บนั้นอัพเดทข้อมูลอัตโนมัติ (เหมือนดูรายการกระทู้ในเว็บบอร์ด) เพียงคลิก All items และเมื่อคลิกไตเติ้ล ก็จะแสดงภาพหน้าเว็บพร้อมข้อมูลของเว็บนั้น (ขึ้นอยู่กับ เว็บต้นทางว่าจะส่งข้อมูลอะไรมาให้แสดงผลบ้าง, ดูตัวอย่างภาพทางขวา)

เป็นวิธีการใช้งานเบื้องต้นคร่าวๆ ยังสามารถปรับแต่งรายละเอียดการแสดงผลได้อีกหลายอย่าง ค่อยๆ ลองเล่นกันดูครับ สะดวก ง่าย

อ.สัญญา แสดงผลงาน ที่ Germany 8 May-June 2009

July 27th, 2009 No comments

การแสดงจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 8 พ.ค.52
Thai artists “INDIVIDUALIST GROUP” Sanya, Somsak , Sugree
ที่ Galerie Kunsthofle Stuttgart Germany
8  May-June 2009


อ่านเพิ่มเติม คลิกที่นี่

เสาโอเบลิสก์ (Obelisk)

July 21st, 2009 No comments

คำว่า “โอเบลิสก์” (Obelisk) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ  Obeliskos หมายถึง เหล็กแหลม เข็ม  หรือ เสาปลายแหลม ลักษณะของเสาโอเบลิสก์จะเป็นเสาสูง สร้างจากหินแกรนิตขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว ฐานของเสาจะกว้างและค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นสู่ยอดด้านบนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสี่ด้าน ยอดบนสุดจะเป็นลักษณะเหมือนปิรามิด และมักนิยมหุ้มหรือเคลือบด้วยโลหะ เช่น ทองคำ เหล็ก หรือ ทองแดง เป็นต้น
เสาโอเบลิสก์เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ เป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางสู่วิหารเทพเจ้า ปกติจะนิยมสร้างขึ้นเป็นคู่ ตั้งอยู่ ณ บริเวณทางเข้าวิหาร ตัวอย่างเช่นที่ วิหารลักซอร์ หรือ วิหารคาร์นัค เป็นต้น บริเวณรอบๆ เสาโอเบลิสก์จะแกะสลักเป็นร่องลึกด้วยอักษรเฮียโรกลิฟฟิค บอกเล่าถึงฟาโรห์ผู้สร้าง และเรื่องราวของการสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า ดังนั้น เสาโอเบลิสก์จึงเป็นเสมือนหนึ่งเสาอนุสรณ์ บ่งบอกถึงนัยยะแห่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์โบราณ

เสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ  โอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I)
เสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ  โอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I )

“โอเบลิสก์” หรือ “เสาโอเบลิสก์” เป็นที่รู้จักกันในโลกตะวันตก มาจากคำพรรณนาของนักปราชญ์กรีกนามว่า ฮีโรโดตุส (Herodotus) ซึ่งได้เดินทางไปเห็นโอเบลิสก์ที่อียิปต์ และได้ลงบันทึกเขียนเล่าถึงลักษณะของโอเบลิสก์จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งในกรีก และโรมัน

ที่มาแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างเสาโอเบลิสก์นั้น  สันนิษฐานว่า “โอเบลิสก์” น่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา(Ra) หรือ อามอน เร (Amon Re) ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดเหนือเหล่าเทพทั้งปวง  ในประเด็นดังกล่าวนี้ ยังสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานในงานค้นคว้าเรื่องโอเบลิสก์ของนักประวัติศาสตร์ อียิปต์คือ แพทริเซีย แบล็คเวล การ์รี่ (Patricia Blackwell Gary) กับนักดาราศาสตร์ ริชาร์ด ทัลคอต (Richard Talcott) ที่กล่าวว่า รูปร่างของเสาโอเบลิสก์นั้น ชาวอียิปต์โบราณน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า Sun pillar หรือ เสาสุริยะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของลำแสงพระอาทิตย์เมื่อฉายแสงยามรุ่งอรุณ และยามอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า  แสงจากดวงอาทิตย์เมื่อส่องประกายริมขอบฟ้าเหนือท้องทะเล จะสะท้อนกับผิวน้ำ จนแลดูคล้ายเสาสุริยะ หรือสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา

ปรากฏการณ์ Sun pillar หรือ เสาสุริยะ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk)
ปรากฏการณ์ Sun pillar หรือ เสาสุริยะ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk)

มีบันทึกว่า  เสาโอเบลิสก์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด และยังคงอยู่ในปัจจุบันนั้น คือ เสาโอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I ) ซึ่งเป็นฟาโรห์ในสมัยราชวงศ์ที่ 12 ( 1991 – 1786 ปีก่อนค.ศ. ) เป็นเสาโอเบลิสก์จากหินแกรนิตแดง สูง 68 ฟุต หนัก 120 ตัน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Al-Matariyyah กรุงไคโร ประเทศอียิปต์    ส่วนเสาโอเบลิสก์ที่มีความสูงที่สุดในโลกนั้น คือ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk) มีขนาดความสูงถึง 105.6 ฟุต หนัก 455 ตัน  ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ลานจัตุรัสหน้า Lateran Basilica กรุงโรม ประเทศอิตาลี
แม้ว่า  โอเบลิสก์จะมีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ แต่เมื่อยามอียิปต์เสื่อมอำนาจลง เสาโอเบลิสก์ได้กลายมาเป็นที่นิยมของมหาอำนาจแห่งอาณาจักรโบราณ คือ จักรวรรดิโรมัน  ที่ได้ขนย้ายเสาโอเบลิสก์ไปสู่โรมันเป็นจำนวนมาก ทำให้ในทุกวันนี้ มีปรากฏเสาโอเบลิสก์ในดินแดนเดิมของโรมัน ซึ่งก็คือ ชาติตะวันตกหลายประเทศในยุโรปมากกว่าเสาโอเบลิสก์ที่มีหลงเหลืออยู่ในประเทศ อียิปต์ปัจจุบัน
เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์โบราณที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกทุกวันนี้ มีจำนวน 29 เสา  เป็นเสาที่ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ปัจจุบันจำนวน 9 เสา ส่วนอีก 20 เสานั้น กระจายกันอยู่ในประเทศต่างๆ คือ ในประเทศอิตาลี 11 เสา (รวมนครรัฐวาติกัน)  สหราชอาณาจักร 4 เสา  ส่วนในประเทศฝรั่งเศส โปแลนด์ อิสราเอล ตุรกี และ สหรัฐอเมริกา  มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่ประเทศละ 1 เสา


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/76-obelisk
เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
21 July 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาปีศาจ (ชังซึง 장승)

July 12th, 2009 No comments

“เสาปีศาจ” (Devil pole) คือเสาสัญลักษณ์ที่ชาวเกาหลีเรียกกันว่า “ชังซึง” (Jangseung) จะสามารถพบเห็นเสาปีศาจดังกล่าวได้ในแถบหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลของเกาหลี มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความพิทักษ์ปกป้องชาวบ้านให้พ้นจากเคราะห์ร้าย และวิญญาณชั่วร้ายทั้งปวง ชาวบ้านจะนิยมปักเสาปีศาจ หรือ ชังซึง ไว้ตรงหน้าทางเข้าสู่หมู่บ้าน หรือไม่ก็ในบริเวณภายในใจกลางของหมู่บ้าน พวกชาวบ้านจึงมักจะมารวมตัวกันเพื่อสวดอ้อนวอนต่อเสาปีศาจ ให้สำแดงอิทธิฤทธิ์ในการปราบวิญญาณร้าย และอารักขาชาวบ้านให้รอดพ้นจากสิ่งร้ายๆ ทั้งหลาย

เสาปีศาจหรือ “ชังซึง” ที่ซุนชอน
เสาปีศาจหรือ “ชังซึง” ที่ซุนชอน

เสาปีศาจหรือ “ชังซึง”เป็นคำที่ชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ในเกาหลีนิยมเรียกกัน นอกจากนี้แล้ว ยังมีคำเรียกอื่นๆ อีกเช่น พ็อกซู (Beoksu) ฮาลาพอจี (Harabeoji) หรือ ซูซาลม็อก (Susalmok) แล้วแต่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ท้องถิ่นใด ลักษณะของเสาปีศาจ หรือ “ชังซึง” นั้น ส่วนใหญ่จะแกะสลักขึ้นมาจากไม้ต้นเดียว ไม่มีรายละเอียดในส่วนของลำตัว แต่จะแกะสลักเฉพาะในส่วนด้านบนเหมือนใบหน้าของปีศาจที่ดุดันน่ากลัว ดวงตาโปนโต ถลึงตาจ้องมองมายังเบื้องหน้า บ้างแลบลิ้นยาว หรือไม่ก็แยกเขี้ยวยิงฟัน การสร้างในลักษณะดังนี้เป็นการแสดงออกเพื่อสะกดข่มขวัญพวกผีเร่ร่อนหรือวิญญาณชั่วร้าย เสาปีศาจบางต้นจึงแสดงให้เห็นถึง ยศถาบรรดาศักดิ์ และพลังอำนาจด้วยการสวมใส่หมวกขุนนาง หรือหมวกบัณฑิตโบราณ บางเสาไม่มีการระบายสีบนเนื้อไม้ ในขณะที่บางเสาก็จะระบายสีสันสดใสสวยงามสะดุดตา

ส่วนใหญ่แล้วจะตั้งเสาปีศาจไว้เดี่ยวๆ บางที่ก็จะตั้งเป็นคู่ๆ หรือเป็นกลุ่มก็มี เสาปีศาจที่ตั้งเป็นคู่จะเป็นเสาปีศาจชาย-หญิง นิยมแกะสลักตัวอักษรไว้ตรงบริเวณลำต้น คือ
เสาปีศาจชาย เรียกกันว่า “ชอนฮา แดชังกุน” (Cheonha Daejang-gun) แปลว่า แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ใต้สรวงสวรรค์
เสาปีศาจหญิง เรียกกันว่า “ชีฮา ยอชังกุน” ( Jiha Yeojang-gun) แปลว่า แม่ทัพหญิงใต้ผืนปฐพี

เสาปีศาจ ชอนฮา แดชังกุน (ซ้าย) และ ชีฮา ยอชังกุน(ขวา)
เสาปีศาจ ชอนฮา แดชังกุน (ซ้าย) และ ชีฮา ยอชังกุน(ขวา)

มีผู้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับคติการสร้างเสาปีศาจของเกาหลี พบว่า มันเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่ยั่งยืนอยู่ในคาบสมุทรเกาหลีมาช้านาน สันนิษฐานว่า มีความเกี่ยวพันกับการรวมตัวกันเป็นเผ่าพันธุ์ของบรรพบุรุษเกาหลีตั้งแต่ก่อนอาณาจักรโคกูรยอ การบูชาเทพเจ้าที่เป็นเทพปีศาจผู้ยิ่งใหญ่นั้นใกล้เคียงกับ ลัทธิบอน (Bon) ในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ รวมทั้งลัทธิชามานนิสม์ (Shamanism) หรือการบูชาภูติผีปีศาจ

ในจำนวนเสาปีศาจที่มีการพบเห็นในเกาหลี ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นจากไม้ มียกเว้นอยู่บ้างก็เช่น ที่หมู่บ้านชนบทแถบเมืองโฮนัม และ ยองนัม ที่มีการสร้างเสาปีศาจหรือชังซึงด้วยหิน ทุกวันนี้ วัฒนธรรมพื้นบ้านของเกาหลียังได้รับการอนุรักษ์ส่งเสริมให้คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติ จึงได้มีการสร้างเสาปีศาจเหล่านี้ไว้ในหมู่บ้านวัฒนธรรมหลายแห่ง เช่น ที่หมู่บ้านวัฒนธรรมเมืองซูวอน ยงจิน อันดง และ เกาะเชจู เป็นต้น


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/75-devil-pole
เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
12 July 2009

เรื่องก่อนหน้า “เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre)

July 12th, 2009 No comments

เที่ยงวันพฤหัสบดี ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ตั้งใจจะไปชมผลงานของรุ่นพี่ๆ ครุศิลป์ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre) เพิ่งไปเป็นครั้งแรก ทั้งๆ ที่ อาคารนี้เปิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ผมเดินไปตาม skywalk รถไฟฟ้า ว่าจะไปหาอะไรทานในนั้น ถามจากพนักงานตรวจกระเป๋า ที่ประตูทางเข้า ได้ข้อมูลว่า ไม่มีร้านอาหาร หรือ ร้านน้ำ หรือ กาแฟ ขายแต่อย่างใด พิลึกดี ??? ไม่เป็นไร เดินย้อนกลับไปหาอะไรรองท้องในมาบุญครองก่อน


ตัวอาคารภายนอก สวยงามดี (คลิกดูรูปใหญ่)

หลังจากเติมพลังแล้วกลับมาใหม่ บริเวณทางเชื่อมนั้น มีงานแสดง เทศกาล ปล่อยแสง๓ คิด ทำ กิน ตอนเด็กฉลาดชาติเจริญ โดย TCDC ซึ่งจัดเหมือนตู้ window display เป็นพื้นที่แนวตั้งเล็กๆ เรียงติดๆ กันไป สำหรับให้แต่ละคนมาจัดแสดงผลงานในนั้น


เทศกาล ปล่อยแสง๓ คิด ทำ กิน ตอนเด็กฉลาดชาติเจริญ โดย TCDC (คลิกดูรูปใหญ่)

ภายในอาคารหอศิลป ออกแบบโดยใช้ความสว่างจากแสงธรรมชาติส่องผ่านหลังคา และจากกระจกด้านข้าง พื้นที่ตรงกลางโล่ง ห้องแสดงงาน อยู่ที่ชั้น ๗-๙ ใช้ทางเดินลาด เป็นตัวเชื่อมระหว่างชั้น เพื่อให้ชมงานได้ต่อเนื่อง (ที่เป็นบันไดปกติก็มี) สวยงามมากครับ ไม่แพ้มิวเซียมต่างประเทศเลย อ่านจากวิกิพีเดีย บริษัทรับออกแบบคือ บริษัทสถาปนิก โรเบิร์ต จีบุย


ถ้าเดินเข้ามาจาก skywalk ต้องขึ้นบันได้ครึ่งชั้น มาโผล่ที่ ชั้น ๓


เส้นสายภายในอาคารเป็นวงโค้งสวยงาม สว่างด้วยแสงธรรมชาติ ที่ไม่จ้าเกินไป


ป้ายบอก ชั้นที่จัดแสดงงาน


มองจากชั้นบนลงไป


ทางเดินลาด เพื่อความต่อเนื่องในการชมงาน ระหว่างชั้น ๗-๙

มิรอช้า ขึ้นบันไดเลื่อน แบบเดินวนอ้อม ไปจนถึงชั้น ๕
ระหว่างชั้น ๒ ไปถึงชั้น ๔ มีห้องกระจกโล่ง ว่างเปล่า เต็มไปหมด o_O! (มีเอเย่นต์สายการบินเช่าพื้นที่หนึ่งห้อง กับจัดแสดงนิทรรศการความสัมพันธ์ไทยฟิลิปปินส์ สองสามห้อง กับงานภาพถ่ายอีกสองห้อง) เกิดอะไรขึ้น กับการบริหารจัดการสถานที่แห่งนี้ ??? ถึงได้มีห้องโล่งว่างเปล่า เหลือทิ้งร้าง มากมายขนาดนี้? ทำเลก็ยอดเยี่ยม กลางกรุง เปิดบริการมาก็ร่วมปี ยังหาผู้เช่าไม่ได้เลยหรือ? และแทนที่จะปล่อยร้าง น่าจะหาผลงานมาแสดงให้เต็มทุกห้อง คงดูดีกว่านี้ เห็นแล้วน่าสังเวช เกิดอะไรขึ้นครับ มีใครให้ข้อมูลได้บ้าง

ชั้น ๕ เป็นที่ติดต่อ ฝากกระเป๋าสัมภาระ พากล้องเข้าไปได้ แต่ห้ามใช้แฟลช

ชั้น ๗ แสดงผลงาน Spring in White ฤดูใบไม้ผลิสีขาว มีผลงานทั้งของคนต่างประเทศ และคนไทย


ภาพผลงาน Spring in White ฤดูใบไม้ผลิสีขาว บางส่วน (คลิกดูรูปใหญ่)

เดินต่อไป จะเห็นผลงานของ รุ่นพี่ๆ ครุศิลป์ครับ



ผลงานของ พี่จ๋าย(18) สุรชัย เอกพลากร



ผลงาน 20/20 hindsight พี่ต้น(15) กระสินธุ์ อินสว่าง


ผลงาน momento 2552 คาถาชินบัญชร พี่เสือป๊อก สุจินต์ วัฒนวงชัย


ผลงาน พี่จิระพัฒน์ พิตรปรีชา


งานติดตั้งชิ้นนี้ กั้นสายสิญจน์เป็นทางเดินเข้าไปตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงา :-) (ไม่ได้จดชื่อศิลปินมาครับ)


ผลงานอื่นๆ


ผลงานภาพถ่าย “แสงแหลมแทงเงา หมายเลข๑”
(แอบเนียน)


ผลงานภาพถ่าย “ฟ้าใสในวงกลม หมายเลข๑”
(แอบเนียน)


ผลงานภาพถ่าย “คราบน้ำกับปลั๊กไฟ in white หมายเลข๑”
สามภาพล่างนี่ ผมขอร่วมแจม (อยากมีผลงานแสดงบ้าง)
:-D ฮาๆ นะครับ อย่าซีเรียส

รออ่านตอนต่อไปนะครับ つづく

นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ฤดูใบไม้ผลิสีขาว
Springs in White

วันเวลา : 18 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2552
สถานที่ : ชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นิทรรศการ ศิลปะร่วมสมัย ฤดูใบไม้ผลิสีขาว นำเสนอผลงานของศิลปินอิตาเลียน และไทย กว่า 20 คน อาทิ ฟาบริซิโอ คอร์เนลี คาร์โล แวร์นาร์ดินี เปาโล ราดี วิชัย สิทธิรัตน์ อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ จิระพัฒน์ พิตรปรีชา สุรชัย เอกพลากร ฯลฯ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “สีขาว” คือพื้นฐานของทุกสี เชื่อมโยงสู่แสง และบ่อเกิดแห่งชีวิต ศิลปินอิตาเลียนกลุ่มนี้ ประสบความสำเร็จสูงสุดที่ นิวเดลี และกัลกัตตาในปีที่แล้ว
มิถุนายนนี้ กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ใหม่ เปิดกว้างข้ามพรมแดนระหว่างนวัตกรรม และขนบประเพณีผ่านทัศนะของศิลปะร่วมสมัย ไทย และอิตาลี

(ข้อมูลจาก เว็บไซท์หอศิลป์กรุงเทพฯ http://www.bacc.or.th/exhibition/2552/009 )

หอศิลป์ ปิดวันจันทร์ , เปิดทำการ 10:00-21:00


ข้อมูลเพิ่มเติม

เสาโทเทม (Totem pole)

July 6th, 2009 No comments

“โทเทม” (Totem) หรือ “เสาโทเทม” (Totem pole) คือ สัญลักษณ์อนุสรณ์ด้วยประติมากรรมจากไม้แกะสลักขนาดใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ปรากฎอยู่ในชนเผ่าอินเดียนแดงแถบชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ สามารถพบเห็นเสาโทเทมได้ในชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในแคนาดา และสหรัฐอเมริกา

เสาโทเทมที่สแตนเลย์ พารค์ (Stanley Park)  แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

เสาโทเทมที่สแตนเลย์ พาร์ค (Stanley Park)  แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

ลักษณะของเสาโทเทม จะแกะสลักขึ้นมาจากลำต้นไม้ขนาดใหญ่เพียงต้นเดียว ส่วนใหญ่ไม้ที่นำมาแกะสลักนั้นคือ ไม้จากต้นซีดาร์ (Cedar tree) ซึ่งเป็นไม้ที่มีอยู่อย่างชุกชุมในป่าไม้ชายฝั่งทะเลตะวันตก   รูป และลวดลายที่แกะสลักมีทั้งภาพใบหน้าของมนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ตามจินตนาการ แต่ที่นิยมกันมากมักเป็นภาพ นกดุเหว่า เหยี่ยว และ นกอินทรี โดยมากมักมีส่วนของ จงอยปาก ยื่นยาวออกมาข้างหน้า และมักสยายปีกแผ่ออกด้านข้างอย่างสง่างาม  รวมทั้งอาจมีภาพจากธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว รวมอยู่ในนั้น และภาพประติมากรรมต่างๆ จะเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นสู่ด้านบนของหัวเสาเสมอ  สุดท้ายจะระบายสีตกแต่งอย่างสวยงาม สีสันต่างๆ แม้จะฉูดฉาดบาดตา แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณในแบบอย่างวัฒนธรรมของชาวอินเดียนแดง ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  การแกะสลักเสาโทเทมนั้นจึงเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ทักษะฝีมือ และความชำนาญสูง ใช้เวลาในการแกะสลักนานตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ  ดังนั้น เสาโทเทมจึงไม่ใช่เสาธรรมดาๆ ที่มีแต่ความสวยงาม แต่มันมีความหมาย และความสำคัญมากกว่านั้น

เดิมที คำว่า “โทเทม” (Totem) มีรากศัพท์มาจากภาษาพื้นเมืองของชนเผ่าโอจิบวี (Ojibwe) ที่เรียกกันว่า “โอดูเดม” (Odoodem) หมายถึง กลุ่มตระกูลของเขา เพราะคติความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าโอจิบวี ซึ่งภายหลังได้แพร่ขยายจนกลายเป็นวัฒนธรรมของอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ การตั้งเสาโทเทมจะต้องปักอยู่ตรงหน้ากระโจม หรือหน้าอาณาเขตของตระกูลต่างๆ ในชนเผ่านั้น เพราะนั่นเป็นการประกาศถึงศักดิ์ศรี ฐานะ และพลังอำนาจของวงศ์ตระกูลของผู้เป็นเจ้าของเสา ทำให้รูปประติมากรรมต่างๆ บนเสาโทเทม คือการบ่งบอกแทนคำพูด ที่แสดงถึงเรื่องราวของสัตว์สัญลักษณ์ประจำตระกูล หรือบุคคลสำคัญ และตำนานความเชื่อของพวกเขา สำหรับชาวชาวอินเดียนแดงแล้ว เสาโทเทมเป็นศิลปะที่มีชีวิต และใช้แทนคำพูดที่ต้องการจะสื่อสารถึงผู้อื่น ไม่ใช่เป็นเสาเครื่องราง หรือเสาพิธีกรรมใดๆ อย่างที่ชาวตะวันตกที่ไปรุกรานถิ่นที่อยู่ของชาวอินเดียนแดงเข้าใจกันไปเอง

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้  คนสมัยใหม่กลับไปตีความของเสาโทเทมผิดไปจากความเป็นจริง และยังนำไปใช้เป็นสินค้าของชาวเมืองในโลกศิวิไลซ์ โดยไม่รู้ซึ้งถึงความหมาย และไร้ซึ่งความเข้าใจถึงที่มาของการสร้าง… “เสาโทเทม”

รายละเอียดบางส่วนของเสาโทเทม สัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมอินเดียนแดงที่พบเห็นได้ทั่วไปแถบอเมริกาเหนือ
รายละเอียดบางส่วนของเสาโทเทม  สัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมอินเดียนแดงที่พบเห็นได้ทั่วไปแถบอเมริกาเหนือ


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/72-totem-pole

เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
6 July 2009

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Proudly using Dynamic Headers by Nicasio WordPress Design