Archive

Archive for the ‘Recommended’ Category

โปสเตอร์ (poster)

September 3rd, 2009 No comments


โปสเตอร์ คือ ภาพขนาดใหญ่พิมพ์บนกระดาษ ออกแบบเพื่อใช้ติดหรือแขวนบนผนังหรือกำแพง โปสเตอร์อาจจะเป็นภาพพิมพ์และ/หรือภาพเขียน หรืออาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้เตะตาผู้ดูและสื่อสารข้อมูล โปสเตอร์อาจจะใช้สอยได้หลายประการ แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการเผยแพร่เพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะการโฆษณางานแสดงศิลปะ, งานดนตรี หรือภาพยนตร์, การโฆษณาชวนเชื่อ, หรือในการสื่อสารที่ต้องการสื่อสารความเชื่อต่อคนกลุ่มใหญ่


ประโยชน์ของโปสเตอร์อาจมีหลายจุดประสงค์

โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องมือในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เช่น งานดนตรี ภาพยนตร์ และในบางครั้งก็ผลิตมาเพื่อใช้ในการศึกษาหรือเป็นสื่อการสอน

นอก จากนั้นโปสเตอร์ยังใช้ในการพิมพ์ภาพจิตรกรรมของศิลปินคนสำคัญๆหรือภาพถ่าย เพื่อใช้ในการตกแต่ง ซึ่งกลายมาเป็นศิลปะการค้าที่ทำรายได้ดีให้ทั้งพิพิธภัณฑ์และบริษัทการค้า หรือร้านทางอินเทอร์เน็ต เช่นภาพเขียนของ โคลด โมเนท์ หรือ เลโอนาร์โด ดา วินชี หรืองานของช่างภาพอเมริกัน โรเบิร์ต เมเปิลธอร์พ (Robert Mapplethorpe)

งาน ศิลปะการสร้างโปสเตอร์เริ่มเมื่อราวคริสต์ศตวรรษ 1890 โดยจิตรกรชาวฝรั่งเศสและเผยแพร่ไปทั่วยุโรป ศิลปินคนสำคัญที่สุดที่ริเริ่มความนิยมในการสร้างโปสเตอร์ก็คือ อองรี เดอ ทูลูส-โลเทรค และ จูลส์ เชเรท์ (Jules Chéret)

จูลส์ เชเรท์ ถือกันว่าเป็นบิดาแห่งการโฆษณาด้วยป้าย คนส่วนใหญ่ที่สะสมโปสเตอร์ และโปสเตอร์ที่มีชื่อเสียง นักสะสมโปสเตอร์จะเก็บโปสเตอร์เก่าโดยมักจะใส่กรอบรูปและมีแผ่นรองหลังอย่าง ดี ขนาดโปสเตอร์ที่นิยมกันโดยทั่วไปอยู่ที่ 24×35 นิ้ว แต่โปสเตอร์ก็มีหลายขนาดหลากหลาย และโปสเตอร์ขนาดเล็กที่มีไว้โฆษณาจะเรียกว่า แฮนด์บิลล์ หรือ “ใบปลิว” (flyer)


องค์ประกอบของภาพโปสเตอร์โฆษณา

1. รูปภาพ(Picture)
2. พาดหัว (Headline)
3. พาดหัวรอง (Sub headline)
4. ข้อความบอกรายละเอียด (Body text)
5. ข้อความพิสูจน์กล่าวอ้าง (Proof)
6. ข้อความปิดท้าย (Closing)
7. ผู้พิมพ์และโฆษณา (Publishers)

………………………………………………………………….


1. รูปภาพ (Picture)
รูปภาพมีบทบาทและความสำคัญของการสื่อความหมายด้วยภาพมาก ซึ่งสามารถจำแนกข้อเด่นได้ดังนี้

- สะดุดตา
- น่าสนใจ
- สื่อความหมาย
- ประทับใจ

2.พาดหัว (Headline)
ใน การเขียนข้อความโฆษณา จำเป็นจะต้องมีพาดหัวเสมอเพราะพาดหัวเป็นส่วนที่เด่นที่สุดในประเภทของข้อ ความโฆษณา มีไว้เพื่อให้สะดุดตาสะดุดใจชวนให้ติดตามอ่านเรื่องราวต่อไป ลักษณะของพาดหัวที่ดี ควรจะมีขนาดตัวอักษรโตหรือเด่น เป็นข้อความที่สั้น กะทัดรัด ชวนให้น่าคดหรือน่าติดตามอ่านต่อไป

3. พาดหัวรอง (Subheadline or Subcaption)
คือ ข้อความที่มีขนาดและความสำคัญรองลงมาจากพาดหัว หรือในกรณีที่พาดหัวเป็นประโยคยาว ๆ ทำให้ไม่เด่นไม่สะดุดตา อาจจะตัดทอนตอนใดตอนหนึ่งลงมาให้เป็นพาดหัวรองก็ได้ โดยลดให้ตัวอักษรมีขนาดรองลงมาจากพาดหัว ถ้าเป็นพาดหัวประเภทอยากรู้อยากเห็นหรือแบบฉงน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านสนเท่ห์หรือประหลาดใจ อาจจะต้องใช้พาดหัวรองทำหน้าที่ขยายความจากพาดหัวให้เข้าใจเพิ่มขึ้น

4. ข้อความบอกรายละเอียด (ฺBody text)
สำหรับ สินค้าใหม่ที่ประชาชนยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจประโยชน์ว่าใช้ทำอะไร ใช้อย่างไร หรือรู้จักแล้วแต่การโฆษณาต้องการเน้นให้ถึงประโยชน์เพื่อการจูงใจซื้อ จึงควรชี้ให้เห็นว่าสินค้านี้ให้ประโยชน์คุ้มค่าอย่างไร แต่ถ้าเป็นสินค้าที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป อาจจะไม่จำเป็นต้องเน้นประโยชน์ก็ได้ เพื่อให้พื้นที่โฆษณาดูโปร่งตา ไม่รกไปด้วยข้อความ ซึ่งจะดูดีกว่าโฆษณาที่แน่นไปทั้งภาพด้วยเรื่องราวต่างๆ เต็มพื้นที่
ประโยชน์ อื่น ๆ หรือรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า ถ้าสินค้ามีคุณสมบัติพิเศษ หรือมีประโยชน์เหนือกว่าสินค้าธรรมดาโดยทั่วไป การเขียนข้อความโฆษณาจึงควรมีรายละเอียดส่วนนี้ไว้ด้วย เพื่อช่วยสร้างความสนใจเป็นพิเศษแก่ผู้อ่าน เช่น เครื่องดูดฝุ่น นอกจากใช้ดูดฝุ่นแล้วยังสามารถใช้เป่าลมได้อีกด้วย

5. ข้อความพิสูจน์ข้ออ้าง (Proof)
ข้อความส่วนนี้มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อถือ หรือช่วยให้เกิดความมั่นใจ ในสินค้า โดยมักจะอ้างอิงบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้ตั้งแต่บุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่ใช้สินค้าหรือบริการ แต่ถ้าเป็นดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดีในสังคม ก็จะได้รับความสนใจและได้รับความเชื่อถือเป็นพิเศษโดยเฉพาะคนเด่นคนดังใน สาขาอาชีพนั้นๆ เช่น นักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับชาติ หรือระดับโลก โฆษณาสินค้าที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนั้นๆ ผู้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับอาหารการกิน แนะนำเรื่องอาหารหรือเกี่ยวกับอาหาร

6. ข้อความลงท้าย (Closing)
เป็นข้อความจบโฆษณา โดยสรุปให้ทราบว่า ผู้อ่านควรจะทำอย่างไร เช่นให้ตัดสินใจซื้อ ซื้อได้ที่ไหน ซื้อโดยวิธีใด ใคนเป็นผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย และคำขวัญ ก็เป็นที่นิยมในส่วนข้อความปิดท้าย เป็นต้น


7. ผู้รับผิดชอบหรือผู้พิมพ์และโฆษณา (Publishers)


…………………………………………………

ปรับปรุงจาก……..“โครงร่างข้อความโฆษณา” โดย อ.สุดเขต หนูรอด
http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/59/advertising/credit.html

…………………………………………………

ข้อมูลในการผลิตงานพิมพ์โปสเตอร์
เก็บมาจาก : http://www.supremeprint.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538763136

• รูปแบบและรายละเอียดของงานพิมพ์โปสเตอร์
งานพิมพ์โปสเตอร์จะมีรูปร่างเป็นกระดาษแผ่นเดียว กระดาษที่ใช้ไม่หนามาก การพิมพ์บนโปสเตอร์จะมีที่พิมพ์เพียงด้านเดียว

• ขนาดของงานพิมพ์โปสเตอร์ขนาด
15”x 21”, 10.25”x 15” , 17”x 23.5”(A2), 11.75”x 17”(A3), 8.25”x 11.75”(A4)
สำหรับขนาดอื่นที่มิได้กล่าวไว้ อาจทำให้มีการเสียเศษแผ่นพิมพ์

• กระดาษที่ใช้สำหรับงานพิมพ์โปสเตอร์
กระดาษปอนด์ 100 แกรมขึ้นไปกระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 120 แกรมขึ้นไป

• การพิมพ์และตกแต่งผิวบนของงานพิมพ์โปสเตอร์
มี การพิมพ์โปสเตอร์แบบ 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า จะใช้แม่สี 4 สี (CMYK) หรือสีพิเศษก็ได้ มักพิมพ์ด้วยระบบออฟเซ็ท ระบบอิ้งค์เจ็ทหรือระบบดิจิตอลพิมพ์หน้าเดียวสามารถพิมพ์โปสเตอร์เคลือบ UV เคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน เคลือบ Spot UV ปั๊มนูน (Embossing) ปั๊มทองหรือฟิล์ม/ฟอยล์สีต่าง ๆ (Hot Stamping)

Poster Link………………………………………………………..

http://www.internationalposter.com/ ….รวมงาน poster
http://www.posterpage.ch/exhib/ex142djp/ex142djp.htm …. student poster
http://www.allposters.com/ ….รวมโปสเตอร์ หลายชนิด หลากรูปแบบ มากกว่า 500,000 ชิ้น

http://www.impawards.com/ …โปสเตอร์หนังต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2000 – 2009
http://ffffound.com/ ….รวมงานสร้างสรรค์ด้านภาพประกอบ เพื่อใช้ในงานโฆษณา
http://ryan.library.cmu.edu/fmi/xsl/swiss7/tour.xsl?-view ….รูปแบบของ Swiss Poster
http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/sets/72157617966230965/ …..ตัวอย่างงาน The International Typographic Style
http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/sets/72157618052021378/ ….ตัวอย่างงานระบบตาราง

ปกนิตยสาร : (กรณีศึกษา นิตยสาร COSMOPOLITAN)

August 27th, 2009 No comments

Cosmopolitan Magazine cover

1. Masthead :
หัว หนังสือนิตยสารต้องโดดเด่นสะดุดตา สร้างความจดจำให้กับกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอันดับแรกที่มองเห็น ใช้มีการใช้ฟอนต์ที่สร้างสรรค์เป็นพิเศษ เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับนิตยสาร และเมื่อหัวหนังสือไปปรากฏอยู่ภายในเล่ม  ก็จะทำหน้าที่เป็นโลโก้ไปในตัวด้วย

2. Selling line :
สโลแกน แนวคิด หรือปรัชญาของหนังสือ เป็นคำสั้นๆ กระชับ เพื่อประกอบหัวหนังสือ  ช่วยขยายความคิด หรือเน้นให้หัวหนังสือแสดงจุดขายได้ชัดเจนขึ้น

3. Date line :
วัน-เดือน-ปี / ปีที่/ เล่มที่ …..แสดงกำหนดวันออกของนิตยสาร ปกติแล้วนิตยสารโดยทั่วไปมักจะวางแผงหนังสือก่อนกำหนดประมาณ 1 อาทิตย์

4. Main image :
เป็นภาพที่โดดเด่นที่สุด เรียกร้องความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด และต้องเป็นภาพที่สอดคล้องกับเนื้อหาภายในเล่ม

5. Cover lines :
เนื้อหา ที่น่าสนใจภายในฉบับ มีขนาดใหญ่พอสมควร อาจกินพื้นที่หน้าปกถึง ¼  มีการจัดวางไว้รอบๆ Main image แต่ไม่เด่นกว่า  Cover lines ที่ยาวเกินขนาดและและมีสีสันหลากหลายเกินไป อีกทั้งยังพาดผ่านทับไปบน Main image อาจทำให้ตัวอักษรอ่านยาก  ซึ่งมักเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับนักออกแบบมือใหม่ได้บ่อยๆ

6. Main cover line :
เรื่อง เด่นประจำฉบับ มักใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่มาก อาจกินพื้นที่หน้าปกถึง ¼  มีสีเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องเด่นตามแนวปรัชญาของนิตยสาร อีกทั้งยังสอดคล้องกับภาพ Main image

7. Left third :
1/3 ของพื้นที่ด้านซ้ายมือของนิตยสาร คือพื้นที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับการขายนิตยสาร ในจังหวะที่นิตยสารต้องถูกวางซ้อนทับกับบนแผงหนังสือ ก็จะโผล่ออกมาให้เห็นได้เฉพาะขอบด้ายซ้ายเพียงส่วนเดียว นักอกแบบจะต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ด้านซ้ายมือนี้เป็นพิเศษ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายจดจำได้ถึงลักษณะเฉพาะของนิตยสาร เช่น จุดเริ่มต้นของหัวหนังสือ, สโลแกน หรือรูปแบบการจัด Cover lines

8. Bar code :
สัญลักษณ์มาตรฐานสำหรับการจัดจำหน่าย


บทความโดย noontoon (2) มนูญ ไชยสมบูรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
6 August 2009

Categories: Recommended Tags:

International Typographic Style

August 27th, 2009 No comments

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นักออกแบบจากสถาบันเบาว์เฮ้าส์หลายคนลี้ภัยจากประเทศเยอรมันนีไปยังประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ได้นำหลักการออกแบบตัวอักษร และงานพิมพ์แพร่เข้าไปในโลกแห่งวัฒนธรรมใหม่ จนกลายเป็นสวิสสไตล์ (Swiss Style) มีการออกแบบสร้างสรรค์ และจัดตัวพิมพ์ที่มีรูปแบบสากล (The International Typographic Style)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธุรกิจระหว่างประเทศแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศมากขึ้นเป็นเงาตามตัว มีการใช้งานออกแบบและสื่อสิ่งพิมพ์มาสนับสนุนและส่งเสริมการค้าขายมากขึ้น

เพื่อ ไม่ให้เกิดความหลากหลายผิดรูปแบบมากเกินไป นักออกแบบชาวสวิสจึงสร้างระบบตาราง(Grid System) ขึ้นมาใช้เป็นตัวกำกับการออกแบบสิ่งพิมพ์ ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และเรขาคณิต แบ่งพื้นที่หน้ากระดาษออกเป็นส่วนๆ โดยมีระบบตารางเป็นตัวกำกับ

  • ระบบตารางที่มีรูปแบบสากลนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแบ่งหน้ากระดาษให้เป็น สัดส่วน มีพื้นที่ในการวางภาพประกอบและตัวพิมพ์มากขึ้น มีการจัดตัวพิมพ์แบบชิดซ้าย/ปล่อยขวา ใช้ตัวพิมพืแบบไม่มี Serif ทำให้ได้แบบของสิ่งพิมพ์ที่ดูแล้วมีความผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวอีกทั้งยัง ทำให้อ่านได้ง่ายขึ้นตัวอย่างงาน International Typographic Style

http://rada1527.blogspot.com/2008/11/international-typographic-style.html
http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/show/with/239929265/

http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429178991/show/with/3726041811/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429453547/show/with/3726047169/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429527793/show/with/3726043197/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429551669/show/with/3726042649/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621554395946/show/with/3726848198/
http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621554395946/show/with/3726848198


บทความโดย noontoon (2) มนูญ ไชยสมบูรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
28 July 2009

Categories: Recommended Tags:

Environmental Art ศิลปะในสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

August 5th, 2009 No comments


ผลงานของ Andy Goldsworthy: Castres and London Plane Leaves, 1988 และ
ผลงานของ Richard Harris: Cliff Structure, 1978

ตัวอย่างผลงานประติมากรรมจากวัสดุธรรมชาติ จัดวางกระจายไปทั่วพื้นที่ของอุทยานป่า Grizedale ที่มีพื้นที่กว่าเก้าพันเอเคอร์ ใน Lake District National Park ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการเป็นเขตป่า และทะเลสาบที่สวยงามของอังกฤษ เป็นที่ดึงดูดกวี และศิลปินที่มีชื่อเสียงเข้าไปแสวงหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานของตนเอง ปัจจุบันพื้นที่ป่าแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา สามารถเข้าไปสัมผัสความงามทางธรรมชาติ ควบคู่กับความงามของงานประติมากรรมที่มีความสอดคล้องกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมของป่าเป็นอย่างดี ภายใต้โครงการ “Grizedale Forest Sculpture Project” ซึ่งอยู่ในความดูแลของ Grizedale Arts

Bill Grant ผู้ก่อตั้งโครงการประติมากรรมในอุทยาน Grizedale กล่าวถึงการทำงานของศิลปินในโครงการนี้ว่า ความสำคัญของโครงการนี้อยู่ที่การตอบสนองของศิลปินต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และการได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในพื้นที่ ศิลปินที่มาทำงานในโครงการนี้จะมีอิสรภาพ และเวลาในการสร้างสรรค์งานอย่างเต็มที่ โดย Grizedale Arts จะให้ความสำคัญต่อความเป็นปัจเจกบุคคลของศิลปิน ที่จะตอบสนองต่อการมีประสบการณ์ตรงในสิ่งแวดล้อมของป่า และผู้คนในพื้นที่ (Davies,ใน Grant and Harris (eds.), 1991: 19) ศิลปินหลายคนที่ได้เข้ามาทำงานในโครงการนี้ ได้พัฒนาผลงานจนเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก

Richard Harris เล่าถึงประสบการณ์ในการสร้าง Cliff Structure ว่า ผลงานสร้างสรรค์ของเขาเกิดจาก การตอบสนองต่อความรู้สึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของป่า Grizedale เขาจะเก็บเศษไม้ และหิน มาสร้างเป็นประติมากรรมโดยใช้เทคนิควิธีการแบบเดียวกับที่ชาวบ้านใช้ในการก่อสร้าง และทำเครื่องมือต่างๆ ผลงานที่ได้จึงมีความกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ งานศิลปะลักษณะนี้จะเปลี่ยนสภาพไปตามธรรมชาติเมื่อได้รับผลกระทบจากสภาพดินฟ้าอากาศ จนถึงขั้นที่ย่อยสลายลงสู่ความเป็นธรรมชาติตามเดิม ผลงานชิ้นนี้นอกจากจะสร้างความน่าสนใจ หรือความฉงนสนเท่ห์ต่อผู้พบเห็นแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นศิลปะที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยแท้จริง ตัวอย่างของความประทับใจ และการจุดจินตนาการให้แก่ผู้ได้ชมผลงานจะเห็นได้จาก การสร้างผลงานชิ้นเล็กๆ ของผู้เข้ามาชมป่าที่ผลิตจากเศษวัสดุในป่าเช่นกัน ในบริเวณที่ใกล้กับงานศิลปะของศิลปิน


ตัวอย่างผลงานชิ้นเล็กๆ ของผู้เข้ามาชมป่า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของศิลปิน

โครงการศิลปะในสิ่งแวดล้อมลักษณะนี้ น่าจะเกิดผลดีต่อหลายฝ่าย ทั้งศิลปิน ผู้คนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว ที่มาเยี่ยมชมอุทยานแห่งนี้จำนวนปีละกว่า150,000 คน ในการซาบซึ้งถึงความงามทางศิลปะ และคุณค่าของสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป (Overy, in Davies and Knipe (eds.) 1984:64)

จากข้อมูล และตัวอย่างผลงานศิลปะข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ในประเทศตะวันตกมีการพัฒนาศิลปะที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งศิลปิน และผู้ชม ล้วนมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงกลวิธีในการแสดงออก ให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม ด้วยการส่งเสริมจินตนาการ และสุนทรียภาพของผู้ชม ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ พัฒนาการสร้างงานศิลปะโดยคำนึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับความนิยมจากศิลปินร่วมสมัยในหลายประเทศทั่วโลก

ตัดต่อจาก
เอกสารเรื่อง สุนทรียศาสตร์และศิลปะในสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ โดย ดร. อภิชาติ พลประเสริฐ

ดาวน์โหลดเวอร์ชั่นเต็ม MS Word (5.23 MB) ได้ที่
http://www.megaupload.com/?d=UMYWEOO6 หรือ
http://rapidshare.com/files/264049126/Environmental_Art._EDU_Article_Submission.doc.html หรือ

http://sharebee.com/17cd03db

ข้อมูลเพิ่มเติม wikipedia: Environmental art

ครุศิลป์ ครุอาร์ต ครุศาสตร์ ศิลปศึกษา จุฬาฯ ตอบกระทู้แนะแนวให้แก่ผู้ที่สนใจจะเรียนที่นี่

June 23rd, 2009 8 comments

พี่หนุ่ยครุอาร์ตสิบ (อ.ปุณณรัตน์ พิชญไพบูลย์)

สวัสดี น้อง ๆ ที่รัก

มีน้องๆ จำนวนมากสนใจว่า ครุศิลป์ หรือครุอาร์ต นั้นเป็นอย่างไร พี่ขอเล่าให้ฟัง

ชื่อที่เรียกกันนั้นเป็น Nick name ของสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง เปิดสอนหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต (ค.บ.) สาขาวิชาศิลปศึกษา ที่เมื่อจบไปแล้วสามารถปฎิบัติหน้าที่ครู/อาจารย์ทั้งระดับปฐมวัยประถมศึกษา ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิตได้ถูกปรับเป็นหลักสูตร 5 ปี ซึ่งเป็นไปตาม พระราช บัญญัติการปฎิรูปการศึกษา ผู้ที่จบหลักสูตรนี้จะได้รับใบอนุญาติประกอบวิชาชีพครู ซึ่งหมายความว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นจะต้องผ่านการศึกษาวิชาครูก่อน เช่น หากเรียนจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้รับวุฒิศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต และต้องการเป็นครูอาจารย์สอนศิลปะในโรงเรียน จะต้องมาเรียนหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิตก่อน 2 ปี จึงจะได้รับใบอนุญาติประกอบวิชาชีพครู แล้วจึงจะทำการสอนหนังสือได้

การเรียนทุกที่ หากเรามีความสนใจ มีความถนัด เป็นพื้นฐานแล้ว เราจะสนุกและมีความสุขกับสิ่งนั้น ทั้งนี้น้องต้องมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนเสียก่อนว่า อาชีพที่ตนไฝ่ฝันนั้นคืออะไร หากเป็นการสร้างคน ให้ปัญญา และมีความสุขเมื่อเห็นผู้เรียนพัฒนาขึ้น การเป็นครูนับว่าเป็นสิ่งที่รอคอย และท้าทายเราอยู่    การเรียนที่สาขาวิชาศิลปศึกษา มีทั้งภาคทฤษฎี ปฏิบัติ การออกไปศึกษานอกสถานที่  และการฝึกสอน ซึ่งหลักสูตรจะแบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ คือ

1. วิชาการศึกษาทั่วไป เป็นหมวดวิชาที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้กว้างขวาง มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้บูรณาการศาสตร์ และนำความรู้จากหลาย ๆ ศาสตร์มาเชื่อมโยงกัน   หมวดวิชานี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับหลาย ๆ คนที่ไปเรียนต่อในระดับสูง รวมทั้งที่สาขาวิชาศิลปศึกษาก็ยังเปิดหลักสูตรถึงปริญญาโท หรือครุศาสตร์มหาบัณฑิตด้วย   มีรุ่นพี่ของพวกเราไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และเอก ในขณะที่หลักสูตรวิชาชีพอื่น ๆ จะเน้นไปยังวิชาชีพของตนเอง

2. หมวดวิชาครู เป็นหมวดวิชาชีพครุศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการถ่ายทอด จิตวิทยาของมนุษย์ จิตวิทยาการสอน การจูงใจ วิธีวิทยาการสอนแบบต่าง ๆ รวมทั้งการไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หรือฝึกสอน หมวดวิชานี้มีจุดเด่นที่ทำให้บัณฑิตเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารกับบุคคลในระดับต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ด้วยการเข้าใจตนเองและการเข้าใจจิตใจผู้คนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้เปรียบเมื่อไปทำงานร่วมกับผู้อื่น

3. หมวดวิชาเฉพาะ คือวิชาสาขาศิลปะ ซึ่งถือเป็นเนื้อหาหลักของหลักสูตรฯ  ผู้ที่จะเรียนหลักสูตรนี้ได้จะต้องผ่านการทดสอบความถนัดทางศิลปะ   ความถนัดทางศิลปะ มิใช่ ทักษะทางศิลปะ น้อง ๆ รู้ไหมว่าทั้งสองสิ่งมีความแตกต่างกัน  ความถนัด เป็นพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวบุคคลผู้นั้น เพียงแต่รอให้เราค้นพบตัวเองหรือ ใช้มันออกมา  แต่ทักษะเป็นเรื่องของการฝึกฝน ทักษะทางศิลปะ ได้แก่การวาดภาพ ระบายสี  การลอกการเขียนลวดลาย  ซึ่งหนักไปทางช่างศิลป์   ความถนัดทางศิลปะจะปรากฏออกมาในลักษณะความคิดสร้างสรรค์  การมีความไวและสามารถตัดสินความงาม รวมทั้งความสามารถเห็นภาพวัตถุได้ในมุมมองแบบต่าง ๆ กันเป็นภาพสามมิติ เราเรียกว่ามิติสัมพันธ์  เป็นต้น   ที่ว่าผลงานศิลปะเป็นสัมผัสของแต่ละบุคคลนั้นก็เพราะว่า เราต่างมีบุคลิก อารมณ์ และความถนัดที่แตกต่างกันไป การมีความถนัดทางศิลปะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่จะเป็นครูศิลปะ  วิชาที่เรียนในหมวดนี้มีมากมาย แต่แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มทัศนศิลป์ ได้แก่ ประติมากรรม จิตรกรรม ภาพพิมพ์ กลุ่มประยุกต์ศิลป์ ได้แก่ การออกแบบกราฟิก การออกแบบนิเทศศิลป์ การออกแบบตัวอักษร เครื่องเคลือบดินเผา  การออกแบบเครื่องเรือน  การออกแบบตกแต่งภายใน งานพลาสติก  คอมพิวเตอร์กราฟิก เป็นต้น   และเมื่อเรียนถึงชั้นปีที่ 4 น้องจะรู้สึกว่ามีความรู้มากจนอยากจะหาใครซักคนหรือหลาย ๆ คนมานั่งฟังเราพูด เราสอน  ถึงเวลานั้นอาจารย์ก็จะจัดหากโรงเรียนให้เราฝึกสอนกัน

น้องจะเห็นว่าการเป็นครูศิลปะนั้น มิใช่ว่าใครจะมาเป็นก็ได้ แต่จะต้องเตรียมตัวกันมาก และทำงานกันอย่างหนัก  ครูสังคม ทองมี และ ศาสตราจารย์ ดร. ชาญณรงค์  พรรุ่งโรจน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ท่านก็เป็นตัวอย่างรุ่นพี่ที่จบการศึกษาจากที่นี้ไปเป็นครูศิลปะที่มีชื่อเสียง และนักการศึกษาระดับสูงให้เราเห็น แต่ก็มีอีกหลายคนที่ประกอบอาชีพส่วนตัวเป็นนักออกแบบ หรือศิลปินอิสระ ที่ประสพความสำเร็จ  แม้ในวงการบันเทิง อย่างพี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) แห่งวงโมเดิร์นด๊อก (Modern Dog) ราชาเพลงป๊อป และพี่ต้า(อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา) แห่งวงดนตรี Paradox  ก็เป็นผลผลิตมาจากสาขาวิชาฯ  หรือ พี่วุธ หรือ อัษฎาวุธ  เหลืองสุนทร ที่ประสพความสำเร็จในวงการละคร

ยังมีพี่ ๆ อีกหลายคนที่ประสพความสำเร็จในวงการต่าง ๆ แต่ไม่สามารถนำมากล่าวได้หมด  พี่ ๆ  เหล่านี้ได้นำ ความรู้ และ จินตนาการที่ได้จากครุศิลป์  ไปใช้ปรับเสริมเติมแต่งกับสิ่งที่ตนรักจะทำ รวมทั้งเป็นพื้นฐานการเรียนต่อในระดับสูง   ส่วนหนึ่งก็เพราะพี่ ๆ เหล่านี้มีวิชาศิลปะติดตัวออกไป ซึ่งกลายเป็นทางเลือกสำหรับออกไปประกอบอาชีพได้หลากหลาย  แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ประสบความสำเร็จแล้วก็มักจะไม่ลืมกลับมาถ่ายทอดความรู้ให้กับน้อง ๆ ที่ครุศิลป์ เพราะวิญญาณความเป็นครูและความผูกพันกับสถาบันการศึกษายังคงฝังอยู่ในจิตใจ

พี่ขอฝาก ช่วงเวลานี้เป็น โอกาสสำคัญของชีวิตว่าเราจะมีอาชีพอะไรไปตลอดชีวิต ขอให้คิดให้ดี พี่ขอให้ข้อพิจารณาดังนี้
1. เป็นสิ่งที่สุจริต ทำให้ชีวิตของเราเจริญก้าวหน้า
2. เป็นสิ่งที่เรารัก ชอบ ถนัด สนใจ เพราะสิ่งที่เรารัก และถนัด  เราจะทำอย่างมีความสุข ทำได้ดี และง่ายสำหรับเรา
3. เสี่ยงภัยน้อย ทำให้เรามีชีวิตที่มั่นคงยืนยาว
4. ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะชีวิตเราทุกคนต้องอาศัย

ปัจจัย 4  ความคุ้มค่าในที่นี้คือ ไม่เหน็ดเหนื่อย เบียดเบียน ตนเองจนเกินไป และไม่เอาเปรียบหน่วยงาน หรือสังคมจนเกินไป    งานที่ให้ผลตอบแทนมากย่อมจะไม่มั่นคงยั่งยืน
5. มีเกียรติ และศักดิ์ศรี งานบางประเภทให้ผลตอบแทนด้านวัตถุมากจริง แต่ขาดเกียรติ ศักดิศรีและความภาคภูมิใจในตนเอง แม้ว่าจะมองไม่เห็นสิ่งที่ได้ แต่ให้ผลตอบแทนแก่จิตใจ ด้วยต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่าง ก็ทำให้เรามีความสุขในฐานะผู้ให้คุณค่าต่อหน่วยงาน สังคม บ้านเมือง มีส่วนจรรโลงประเทศชาติ


ขอให้น้องๆ โชคดี
พี่หนุ่ย ครุอาร์ตสิบ


พี่หนุ่ย รุ่นสิบ หรือ อาจารย์ปุณณรัตน์ ปัจจุบัน สอนอยู่ที่ คณะครุศาสตร์ ศิลปศึกษา
อีเมล ppoonara@chula.ac.th

Poonarat Pichayapaiboon, Ed.D.
Associate Professor in Art Education
Chairman of Division of Art Education
Department of Art Music and Dance Education
Chulalongkorn University
BKK., Thailand

Proudly using Dynamic Headers by Nicasio WordPress Design