Archive

Archive for the ‘Symbols in the World’ Category

เสาชัยชนะ (The Victory Column)

August 31st, 2009 No comments

“เสาชัยชนะ” หรือ “เสาชัยชนะแห่งเบอร์ลิน” ( Berlin Victory Column ) หากเรียกในภาษาเยอรมันก็คือ ซีกัสซอยเลอน์ (Siegessäule) นับเป็นเสาอนุสรณ์แห่งชัยชนะที่โด่งดัง และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน มีความสูงทั้งหมดรวม 66.89 เมตร น้ำหนักประมาณ 5,000 ตัน ความสำคัญของเสาชัยชนะ ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของเยอรมันในอดีตเท่านั้น แต่ยังมีความหมายในฐานะ จุดศูนย์กลางของสังคม เป็นจุดรวมของจิตใจ และตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนีปัจจุบัน


เสาชัยชนะ ศูนย์กลางของสังคมและศูนย์กลางแห่งจิตใจของชาวเยอรมัน


จิตรกรรมโมเสกแสดงภาพเหตุการณ์สงครามทั้งสามครั้งบนผนังด้านล่างของตัวเสา

เสาชัยชนะสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1864 เมื่อครั้งที่ประเทศเยอรมนีปัจจุบันยังเป็น ราชอาณาจักรปรัสเซีย (Prussia Kingdom) โดยใช้เวลาในการสร้างเสาแห่งนี้นาน 9 ปี จึงแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1873 โดยมีพิธีเปิดเฉลิมฉลองเสาชัยชนะอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1873 โดยจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Emperor Wilhelm II) โดยมีวัตถุประสงค์ให้เสาแห่งนี้ เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ทั้งสามครั้ง ที่กองทัพปรัสเซียสามารถมีชัยชนะเหนือเดนมาร์ก, ออสเตรีย และ ฝรั่งเศส อันเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ราชอาณาจักรปรัสเซีย ไปสู่การรวมชาติเยอรมนีกับปรัสเซียเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น จักรวรรดิเยอรมัน (German Emperor) เมื่อปี ค.ศ.1871

ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว มีความสำคัญต่อจิตใจชาวเยอรมันในปัจจุบันมาก เพราะกว่าปรัสเซียจะรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับเยอรมันได้สำเร็จนั้น ต้องทำสงครามครั้งใหญ่กับมหาอำนาจทางทหารในสมัยนั้นถึงสามครั้ง ได้แก่
– สงครามดานิส – ปรัสเซียน (The Danish – Prussian War) เมื่อ ค.ศ.1864 ปรัสเซียมีชัยชนะเหนือเดนมาร์ก ทำสามารถช่วงชิงแคว้นชเลสวิก-โฮลสไตน์มาครอบครองตามสนธิสัญญาแกลสไตน์
- สงครามออสโตร – ปรัสเซียน (The Austro – Prussian War) เมื่อ ค.ศ.1866 เมื่อกองทัพปรัสเซียเข้าพิชิตถึงกรุงเวียนนา ทำให้ออสเตรียต้องยอมลงนามสงบศึกตามสนธิสัญญาปราก และหมดอำนาจเหนือปรัสเซียอย่างสิ้นเชิง
- สงครามฟรังโก – ปรัสเซียน (The Franco – Prussian War) เมื่อ ค.ศ.1871 ปรัสเซียมีชัยชนะเหนือฝรั่งเศส ทำให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ถูกขับออกจากบัลลังก์ ทำให้ปรัสเซียบรรลุเป้าหมายในการรวมเข้ากับแคว้นเยอรมนี จนกลายมาเป็น “จักรวรรดิเยอรมัน” ได้สำเร็จ

แต่เดิมนั้น เสาชัยชนะตั้งอยู่ที่ คอนิกส ปลาซ์ (Königsplatz) หน้าพระราชวังกรุงเบอร์ลิน ต่อมา ได้ย้ายไปตั้งใหม่ที่ เทียร์การ์เทน (Tiergarten) บริเวณวงเวียนกลางใจเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เสาชัยชนะที่มีอายุเก่าแก่ถึง 145 ปีล่วงมาแล้วนี้ ผ่านเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอรมันตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็น ราชอาณาจักรปรัสเซียไปสู่จักรวรรดิเยอรมัน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สาธารณรัฐไวมาร์ และสมัยนาซี กระทั่งกลายมาเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในปัจจุบัน ผ่านช่วงของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเสาชัยชนะยังสามารถดำรงคงอยู่ถึงปัจจุบัน โดยไม่ได้ถูกทำลายหรือถูกรื้อถอนแต่ประการใด


เสาชัยชนะ ( The Victory Column )ในยามราตรี กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ลักษณะของการสร้าง เสาชัยชนะ (The Victory Column) ถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษ โดยการออกแบบของสถาปนิกคือ โจฮาน เฮนริก สแตรค (Johann Heinrich Strack) โดยสร้างฐานชั้นล่างเป็นแท่นหินแกรนิตแดงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุมทั้งสี่ด้าน แกะสลักภาพประติมากรรมนูนต่ำ ส่วนด้านบนเป็นโถงรูปทรงกลมสองชั้น วงกลมรอบนอกสร้างเป็นเสาล้อมรอบ วงกลมชั้นในเป็นส่วนล่างของตัวเสา โดยใช้หินแกรนิตแดงเป็นวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมด ทำให้เมื่อมองดูโดยรอบจะเห็นว่าเสาชัยชนะเป็นเสาในโทนน้ำตาลแดง ลำต้นเสามีลักษณะเหมือนเซาะร่องในแนวตั้ง ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นเกิดจากการนำปืนใหญ่ที่ยึดจากศัตรูในสงครามใหญ่ทั้งสามครั้งมาประกอบสร้างขึ้นมา โดยตัวเสาแบ่งเป็นวงแหวนสี่ชั้น แกะสลักลายด้วยสำริดเคลือบทองเป็นสี่วง ซึ่งแต่เดิมที่สร้างเสานั้นมีเพียงสามชั้น (ตามเหตุการณ์สงครามทั้งสามครั้ง) ต่อมา ในสมัยนาซี ฮิตเลอร์ได้สั่งให้มีการสร้างต่อเติมวงแหวนในชั้นที่สี่เพิ่มขึ้นมา เพื่อฉลองชัยต่อการยึดครองออสเตรียได้สำเร็จ เมื่อค.ศ.1938 ทำให้ในปัจจุบัน เสาชัยชนะจึงประกอบไปด้วยวงแหวนทั้งสี่ชั้น


ภาพวาดเมื่อปีค.ศ.1900 แสดงที่ตั้งเดิมของเสาชัยชนะหน้าพระราชวังกรุงเบอร์ลิน
(สังเกตให้ดีจะเห็นว่าวงแหวนบนตัวเสาเดิมมีเพียงสามวงเท่านั้น)

จุดเด่นที่สำคัญของเสาชัยชนะอีกประการหนึ่งก็คือ ความงดงามของจิตรกรรมด้วยโมเสกกระจกสีรอบๆ บริเวณฐานเสาวงกลมชั้นล่าง ซึ่งจำลองเหตุการณ์สงครามสำคัญทั้งสามครั้งที่เกิดขึ้นในอดีต ภาพจิตรกรรมโมเสกมีความสวยงามคล้ายกับ ภาพที่สร้างขึ้นจากสีน้ำมัน หรือสีเฟรสโก แต่แท้จริงสร้างประกอบจากโมเสกทั้งสิ้น โดยจิตรกรรมทั้งหมดนี้มาจากฝีมือฃองศิลปิน อันตอง ฟอน วอเนอร์ (Anton von Werner)

นอกจากนี้ ตรงบริเวณส่วนฐานด้านล่าง ขุดสร้างออกเป็นอุโมงค์ลอดใต้ถนนจำนวนสี่ช่อง เป็นทางเท้าเชื่อมต่อกับพื้นถนนด้านนอกทั้งสี่ทิศ (อุโมงค์ลอดสร้างขึ้นเพิ่มเติมเมื่อ ค.ศ.1941) บริเวณด้านในของเสาเป็นโพรงกลวง สามารถไต่ปีนขึ้นสู่ด้านบนได้ด้วยบันไดวนทั้งหมด 285 ขั้น และเมื่อขึ้นชั้นสูงสุดด้านบน จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบกรุงเบอร์ลินได้อย่างชัดเจน

เอกลักษณ์สุดท้ายของเสาชัยชนะแห่งนี้ก็คือ ประติมากรรมสำริดเคลือบทองที่อยู่เบื้องบนเสา เป็นรูปของเทพีวิคตอเรีย (Goddess Victoria) หรือ เทพีแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory) ตามตำนานเทพปกรณัมโรมัน (เป็นองค์เดียวกับ “เทพีไนค์” (Goddess Nike) หรือ “ไนกี้” ของกรีก) ประติมากรรมมีขนาดความสูง 8.3 เมตร น้ำหนัก 35 ตัน ปั้นโดยประติมากร เฟรนดิค ดราเก้ ( Friedrich Drake) ประดิษฐานอยู่บนยอดเสาในท่วงท่าประทับยืน ก้าวเท้าไปเบื้องหน้าเล็กน้อย สวมชุดคลุมยาวแบบกรีกโบราณ ด้านหลังแผ่สยายด้วยปีกทั้งสองข้าง พระเศียรสวมมาลารูปนกอินทรี พระหัตถ์ขวายื่นชูไปเบื้องหน้าด้วยวงมงกุฏช่อมะกอก ที่เป็นสัญลักษณ์ของการสวมใส่ให้แก่ผู้ชนะ พระหัตถ์ซ้ายถือคฑาศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความสวยงามของประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะที่สอดคล้องกับความหมายของเสาที่จัดสร้างขึ้น ทำให้เสาชัยชนะมีความสมบูรณ์ และสามารถมองเห็นได้เด่นชัดแต่ไกล


ประติมากรรมรูปเทพีแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory)

แม้ว่าเสาชัยชนะจะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำกรุงเบอร์ลิน แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เสาแห่งนี้เป็นการเชิดชูสงคราม และยกย่องชาติพันธุ์ของตนเองเหนือชนชาติอื่นๆ อีกทั้งยังมีผู้มองว่า เสาชัยชนะเป็นส่วนหนึ่งของมรดกของนาซีที่หลงเหลืออยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เสาชัยชนะคือศูนย์รวมจิตใจ และความภาคภูมิใจที่ประวัติศาสตร์เยอรมันต้องจารึกไว้ และรัฐบาลมักใช้เสาแห่งนี้สำหรับจัดพิธีสำคัญๆ อาทิเช่น เมื่อไม่นานมานี้ วันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.2008 ได้มีการจัดสถานที่แห่งนี้สำหรับเป็นที่กล่าวสุนทรพจน์ของบารัค โอบามา ในช่วงระหว่างการรณรงค์หาเสียงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยโอบาม่าได้ยืนกล่าวสุนทรพจน์อยู่เบื้องหน้าเสาชัยชนะแห่งนี้ และทำให้ภาพของเสาชัยชนะแพร่ภาพออกไปทั่วโลกเช่นกัน ในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ของโอบามานั้นได้กล่าวไว้ว่า

“…ด้วยสายตาที่ยังต้องมองไปยังอนาคตในวันหน้า ปัญหาทุกๆ สิ่ง เราจะต้องแก้ไขด้วยตัวของเราเอง ชักนำให้เรายังต้องจดจำในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับที่เราต้องหาคำตอบให้กับโชคชะตาของเราเอง เพื่อร่วมกันสร้างโลกใหม่ใบนี้ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง…”
และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของความสำคัญของเสาชัยชนะ สัญลักษณ์ที่ชาวเยอรมันทุกคนไม่อาจปฎิเสธ


31 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสามาร์คุส ออเรลิอุส :: เสาทราจัน :: เสาพระตรีเอกภาพ :: เสาอโศก :: เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius’s Column)

August 27th, 2009 No comments

ณ มหานครแห่งโรมในปัจจุบัน ตัวอย่างประจักษ์พยานถึงความเรืองโรจน์ของอาณาจักรโรมัน ปรากฏบนผลงานสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่มากมาย “เสาแห่งชัยชนะ” (Triumphal Column) คือหนึ่งในสัญลักษณ์อันอหังการของโรมัน ที่ประกาศก้องต่อสายตาชาวโลกให้ได้รับรู้ถึง แสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่แห่งโรมัน เมื่อสองพันปีล่วงมาแล้ว และยังยั่งยืนยงมาตราบถึงวันนี้ ส่วนใหญ่แล้ว “เสาทราจัน” (Trajan’s Column) มักเป็นเสาแห่งชัยชนะที่มีคนรู้จัก และจดจำได้มากที่สุด เพราะเป็นเสาแห่งชัยชนะแห่งแรกสุดที่มีการสร้างมาในอดีตกาล แต่กระนั้น ในประวัติศาสตร์ศิลปะของโรมันช่วงความรุ่งเรืองในสมัยจักรวรรดิ ยังมีการสร้างเสาแห่งชัยชนะอีกสองแห่ง นั่นก็คือ เสาอันโตนินุส ปิอุส (Antoninus Pius’s Column) และ เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius’s Column) ต่างกันตรงที่ว่า ณ ปัจจุบัน “เสาอันโตนินุส ปิอุส” ได้พังทลายหักโค่นลงไปแล้ว คงเหลือแต่เพียง “เสามาร์คุส ออเรลิอุส” เท่านั้น ที่ยังคงตั้งตระหง่านจนถึงวันนี้


เสามาร์คุส ออเรลิอุส หน้าจัตุรัสโคลอนนา ( Piazza Colonna ) กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน

“เสามาร์คุส ออเรลิอุส” คือ เสาสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของ จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส (Emperor Marcus Aurelius) แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสัญลักษณ์แห่งแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ของกองทัพจักรวรรดิโรมัน ที่มีชัยชนะเหนือแว่นแคว้นแห่งชนเผ่าอนารยชน ก่อสร้างขึ้นโดยพระบัญชาของจักรพรรดิคอมโมดุส(Emperor Commodus) ผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์ โดยใช้ต้นแบบตามแบบอย่างของเสาทราจันในอดีต สันนิษฐานว่า “เสามาร์คุส ออเรลิอุส” อาจดำเนินการเริ่มต้นสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.180 แต่แล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อปี ค.ศ.193

จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.161 – 180) เป็นหนึ่งในห้าจักรพรรดิที่ทำให้จักรวรรดิโรมันก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ทางทหาร และแผ่แสนยานุภาพกว้างไกลออกไปสู่แว่นแคว้นต่างๆ ทำให้โรมันเป็นมหาอาณาจักรที่เข้มแข็ง และเป็นที่ครั่นคร้ามต่อชนเผ่าต่างๆ รอบดินแดนทั่วทวีปยุโรปในสมัยนั้น ห้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจักรวรรดิประกอบไปด้วย จักรพรรดิเนอร์วา, ทราจัน , ฮาเดรียน, อันโตนินุส ปิอุส และ มาร์คุส ออเรลิอุส ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของจักรวรรดิโรมัน และเป็นจักรพรรดิทั้งห้าพระองค์ที่ชาวโรมันรักเคารพ และเทิดทูนมากยิ่งกว่าสมัยใดๆ

เสามาร์คุส ออเรลิอุส ตั้งอยู่ ณ ใจกลางจัตุรัสโคลอนนา (Piazza Colonna) เดิมทีนั้น บริเวณที่ตั้งเดิมของ เสามาร์คุส ออเรลิอุส อยู่ทางทิศเหนือของบริเวณ ลานมาร์ติอุส ตั้งอยู่กึ่งกลางของวิหารฮาเดียเนอุม กับวิหารมาร์คุส ออเรลิอุส ลักษณะของเสามาร์คุส ออเรลิอุสนั้นเป็นแท่งเสาเกลียวทรงกลม ความสูง 29.60 เมตร บนฐานสี่เหลี่ยมซึ่งสูงกว่า 10 เมตร ดังนั้น หากรวมความสูงทั้งหมดตั้งแต่ส่วนฐานด้านล่างไปจนถึงยอดปลายเสา จะมีความสูงเท่ากับ 41.95 เมตร (ซึ่งสูงกว่าเสาทราจันเสียอีก) ลำต้นเสามาร์คุส ออเรลิอุสสร้างขึ้นจากหินอ่อนคาร์ราราขนาดใหญ่จำนวน 28 ก้อน ต่อประกอบเข้าด้วยกันเป็นแท่งเสา เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร ภายในด้านในของตัวเสาเป็นโพรงเสากลวง ด้านในสร้างเป็นบันไดเหล็กเวียนเป็นรูปทรงกลมจากด้านล่างสู่ด้านบนประมาณ 190-200 ขั้นบันได


ภาพประติมากรรมแสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม


ประติมากรรมรอบเกลียวเสามาร์คุส ออเรลิอุส

แม้ว่า เมื่อมองดูแต่ผิวเผินแล้ว อาจมองเห็นว่าเสามาร์คุส ออเรลิอุสมีความคล้ายคลึงกับเสาทราจันมาก แต่แท้จริงแล้วกลับมีลักษณะที่แตกต่างกันหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนภาพประติมากรรมรอบๆ เสา เพราะในขณะที่เสาทราจันมีเนื้อหาภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์สงครามดาเชี่ยน งานแกะสลักประติมากรรมมีรายละเอียดเกี่ยวกับ กลยุทธ และการสู้รบกลางสมรภูมิ แต่สำหรับเสามาร์คุส ออเรลิอุสนั้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ตรงที่เนื้อหาบนภาพแกะสลักประติมากรรมบนเสาจะมีการแสดงออกทางอารมณ์มากกว่า โดยเฉพาะสีหน้า และอากัปกิริยาของบุคคลต่างๆ ที่ดูแล้วเกิดความหดหู่ และสะทกสะท้อนใจ อาทิ การร่ำไห้ การหวีดร้อง และการคร่ำครวญ ภาพหลายภาพมีความน่ากลัว และแสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม การทารุณกรรม การเข่นฆ่า และฉากการประหารชีวิต อีกทั้งในส่วนความลึกของประติมากรรมของภาพจะมากเป็นพิเศษ ดังนั้น ภาพตัวคนกับฉากหลังจะเกิดมิติ ระยะ และความตื้นลึก เช่นเดียวกับที่ภาพต่างๆ เหล่านี้เมื่อกระทบกับแสงแดด จะบังเกิดเป็นแสง-เงาที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน

เสามาร์คุส ออเรลิอุส เล่าบรรยายถึงเหตุการณ์การทำสงครามระหว่างกองทัพโรมันภายใต้การนำทัพโดยจักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส กับชนเผ่ามาร์โคมานน์ ชนเผ่าเกาดิ และ ชนเผ่าซาร์มาเธียน โดยแบ่งการแกะสลักประติมากรรมเกลียวรอบเสาเป็นสองส่วน ครึ่งแรกของเสาตั้งแต่ส่วนฐานถึงส่วนกึ่งกลาง เป็นการบรรยายถึงเหตุการณ์สงครามกับแคว้นชนเผ่ามาร์โคมานน์ และชนเผ่าเกาดิ ในระหว่างปีค.ศ.172 – 173 และในส่วนครึ่งหลังตั้งแต่กลางเสาไปจนถึงยอดเสาด้านบนเป็นเหตุการณ์สงคราม กับแคว้นชนเผ่าซาร์มาเธียน ในระหว่างปีค.ศ.174 – 175 ดังนั้น ภาพประติมากรรมต่างๆ บนเสาเกลียวมาร์คุส ออเรลิอุส แท้จริงแล้วนั้นก็เปรียบเสมือนดั่งการประกาศถึงความชอบธรรมของโรมัน ที่ทำสงครามอย่างโหดเหี้ยมทารุณกับชนชาติศัตรูที่อ่อนแอกว่า ไม่แตกต่างอะไรกับการโฆษณาชวนเชื่อในปัจจุบัน ที่มองตนเองว่าเป็นฝ่ายถูกต้องแต่เพียงด้านเดียว


ภาพทั้งหมดของเสามาร์คุส ออเรลิอุส


นักบุญปอล(St.Paul)บนหัวเสา

เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป หลังอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ล่มสลาย ในสมัยกลางของยุโรป (Middle Age) ยังได้เกิดเทศกาลประจำปีในการปีนเสามาร์คุส ออเรลิอุส แต่ทว่า เทศกาลดังกล่าวได้ยกเลิกไปแล้วในปัจจุบัน นอกจากนี้ บริเวณส่วนยอดด้านบนสุดของเสามาร์คุส ออเรลิอุสแต่เดิมนั้นเป็นประติมากรรมรูปเหมือนของ จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส จนกระทั่งเมื่อถึงสมัยกลาง รูปประติมากรรมนี้ได้สูญหายไป กระทั่งถึงเมื่อปีค.ศ.1589 พระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 ( Pope Sixtus V) จึงได้ทรงให้สร้างประติมากรรมสำริด “นักบุญปอล” (St.Paul) ไปประดิษฐานไว้แทนที่บนยอดด้านบนหัวเสามาตราบถึงทุกวันนี้

ดังนั้น เสามาร์คุส ออเรลิอุส จึงมีคุณค่าเสมือนหนึ่งการจำลองประวัติศาสตร์แห่งโรมันให้มีชีวิต ด้วยงานประติมากรรมรอบเสาเกลียว เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจขององค์จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส ที่ได้สืบทอดสู่อนุชนรุ่นหลังให้ได้เรียนรู้ศึกษา และเป็นเสาชัยชนะแห่งโรมันที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน เป็นเสาที่สอง รองจากเสาทราจัน และยังเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งใจกลางของกรุงโรม ประเทศอิตาลีปัจจุบัน


25 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาทราจัน :: เสาพระตรีเอกภาพ :: เสาอโศก :: เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Categories: Symbols in the World Tags:

เสาทราจัน (Trajan’s Column)

August 17th, 2009 No comments

“เสาทราจัน” คือ เสาสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิทราจัน (Emperor Trajan) แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ และเครื่องหมายแห่งอำนาจอันเกรียงไกรของโรมันในอดีตกาล ออกแบบ และควบคุมการสร้างโดยสถาปนิกคนสำคัญของโรมันคือ อะพอลโลโดรุสแห่งดามัสกัส (Apollodorus of Damascus) ตามมติของสภาเซเนทแห่งโรมัน (The Roman Senate) และความพร้อมใจของชาวโรม ที่สร้างอุทิศสร้างถวายแด่พระองค์ จึงทำให้เกิดการสร้าง เสาอนุสรณ์ชัยชนะของจักรพรรดิทราจันแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ.113 เพื่อสดุดีพระเกียรติของจักรพรรดิทราจัน ที่มีชัยชนะต่อสงครามดาเชี่ยน (The Dacian wars)

ดังนั้น เสาทราจันจึงเป็นประจักษ์พยานเพื่อบันทึกถึง วีรกรรมของพระองค์ที่ทรงนำพาชัยชนะอันยิ่งใหญ่มาสู่โรมัน อีกทั้งยังใช้พื้นที่ด้านล่างภายในตัวเสาเป็นสถานที่เก็บพระโกศทองคำ ซึ่งบรรจุอัฐิของจักรพรรดิทราจัน และพระนางโพรตินาผู้เป็นมเหสีไว้เคียงคู่อยู่ภายในเสาตราบนิรันดร์


เสาทราจัน ณ ใจกลางทราจันโฟรุม( Trajan’s Forum ) กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน

จักรพรรดิทราจันเป็นหนึ่งในห้าจักรพรรดิ ที่ทำให้จักรวรรดิโรมันก้าวสู่ยุคแห่งความเรืองอำนาจของจักรวรรดิ และความยิ่งใหญ่ทางทหารของโรมัน ห้าจักรพรรดินั้นประกอบไปด้วย จักรพรรดิเนอร์วา , ทราจัน , ฮาเดรียน , อันโตนินุส ปิอุส และ มาร์คุส ออเรลิอุส ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของจักรวรรดิโรมัน และเป็นจักรพรรดิทั้งห้าพระองค์ที่ชาวโรมันรักเคารพและเทิดทูนยิ่ง

เสาทราจันตั้งอยู่ ณ ใจกลางทราจันโฟรุม (Trajan’s Forum) ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชนของโรม มีบันทึกไว้ว่า ทราจันโฟรุมได้ถูกขุดสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของการค้า การบริหาร และแหล่งรวมของชุมชน บนพื้นที่ของหุบเขาคาปิโทลิเน กับหุบเขาควาลินอล ตามพระบัญชาของจักรพรรดิทราจัน ลักษณะของเสาทราจันนั้นเป็นแท่งเสาทรงกลม ความสูง 30 เมตร(98 ฟุต) แต่หากรวมความสูงทั้งหมดตั้งแต่ส่วนฐานด้านล่างไปจนถึงยอดปลายเสา จะมีความสูงเท่ากับ 38 เมตร หรือ 125 ฟุต เลยทีเดียว มีน้ำหนักรวมทั้งหมดเท่ากับ 1,100 ตัน สร้างขึ้นจากหินอ่อนลูน่าขนาดใหญ่จำนวน 20 ก้อนต่อประกอบเข้าด้วยกันเป็นแท่งเสา เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร ภายในด้านในของตัวเสาเป็นโพรงเสากลวง ด้านในสร้างเป็นบันไดเหล็กเวียนเป็นรูปทรงกลมจากด้านล่างสู่ด้านบนจำนวน 185 ขั้นบันได และจะเจาะช่องเล็กๆไว้เป็นระยะๆรอบตัวเสาเพื่อใช้ถ่ายเทและระบายอากาศ รวมทั้งใช้เป็นหน้าต่างนำแสงสว่างสู่ภายใน


ประติมากรรมรอบเกลียวเสาทราจันทั้ง 23 ชั้น


ภาพประติมากรรมนูนต่ำแสดงถึงฉากการรบกลางสมรภูมิ

แต่จุดเด่นที่สุดของเสาทราจันนั้นก็คือ ผลงานประติมากรรม ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดของเสาเกลียวแห่งโรมัน เท่าที่มีการสร้างกันมา ภาพประติมากรรมนูนต่ำเหล่านี้ เล่าบรรยายถึงเหตุการณ์การทำสงครามระหว่างกองทัพโรมัน ภายใต้การนำทัพโดยจักรพรรดิทราจัน กับชนเผ่าดาเชี่ยน ทั้งสองครั้ง โดยแบ่งการแกะสลักประติมากรรมจำนวน 23 เกลียวรอบเสาทราจัน แบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งแรกของเสาตั้งแต่ส่วนฐานถึงส่วนกึ่งกลาง เป็นการบรรยายถึง เหตุการณ์สงครามดาเชี่ยนครั้งแรก ระหว่างปีค.ศ.101 – 102 และในส่วนครึ่งหลังตั้งแต่กลางเสาไปจนถึงยอดเสาด้านบน เป็นเหตุการณ์สงครามดาเชี่ยนครั้งที่ 2 ในระหว่างปีค.ศ.105 – 106 ภาพต่างๆ รอบเกลียวเสาแสดงให้เห็นถึง ฉากการทำสงครามได้อย่างสมจริงสมจัง มีการแกะสลักให้เห็นถึงการสร้างป้อมปราการ การตั้งทัพ การวางแผนการรบ การบุกประจัญบาน การปะทะกลางสมรภูมิ และยุทธนาวีกลางทะเล ภาพประติมากรรมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึง ลักษณะเครื่องแต่งกายของชาวโรมัน เครื่องแบบทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิด โดยมีภาพประติมากรรมของจักรพรรดิทราจันปรากฏอยู่บนเสาเกลียวรวม 59 ตำแหน่งบนรอบเกลียวเสาทั้ง 23 เกลียว และมีจำนวนภาพประติมากรรมรูปคนต่างๆ บนเสาเกลียวทั้งหมดกว่า 2,500 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพเหมือนขององค์จักรพรรดิทราจันเป็นไปในลักษณะเหมือนจริง ทั้งพระพักตร์ และร่างกาย อีกทั้งยังจัดองค์ประกอบภาพให้เกิดมิติระยะทางทัศนียวิทยาในหลายๆ จุด ทำให้สามารถมองเห็นฉาก และเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากนำมาคลี่กางภาพประติมากรรมทั้งหมดบนเสาเกลียวมาเรียงต่อกัน จะมีความยาวถึง 190 เมตร ซึ่งจะกลายเป็น ประติมากรรมสมัยโรมันที่ยาวที่สุดในโลกเช่นกัน

บริเวณส่วนฐานเหนือช่องประตูทางเข้าด้านล่างของเสาทราจัน มีจารึกอักษรโรมันที่บ่งบอกเกี่ยวกับ เสาทราจัน และยังคงปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ ถอดความได้ว่า

“ สภาซีเนท และพสกนิกรแห่งโรม ใต้พื้นปฐพีอาณาจักรของซีซาร์ องค์ผู้เป็นโอรสแห่งมิเนอร์วา ณ ปีที่ 17 ของการพิทักษ์ปกป้องอาณาจักร ได้รับการโห่ร้องหกครั้งคราให้สู่ตำแหน่งองค์ราชันย์ ประจักษ์แจ้งต่อขุนเขาอันยิ่งใหญ่ และสถานที่แห่งนี้ อันเป็นที่ที่ได้เคลื่อนย้ายมาสถิตอยู่อย่างยิ่งใหญ่เหนือคณา ”

นอกจากนี้ บริเวณส่วนยอดด้านบนสุดของเสาทราจันในปัจจุบัน มักมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรูปประติมากรรมขององค์จักรพรรดิทราจัน แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น เพราะในบันทึกเก่าแก่ที่มีปรากฏภาพบนด้านหลังเหรียญโบราณสมัยทราจันนั้น แต่ดั้งเดิมได้สร้างเป็นประติมากรรมรูปนกอินทรี ต่อมาได้เปลี่ยนไปเป็นประติมากรรมรูปองค์จักรพรรดิทราจันประทับยืนในร่างเปลือยตามคตินิยมทางศิลปะโรมัน เพื่อแสดงออกถึงความงามแห่งสรีระ และพละกำลังแห่งชีวิต จนกระทั่งเมื่อสมัยกลางของยุโรป รูปประติมากรรมนี้ได้สูญหายไป กระทั่งถึงเมื่อปีค.ศ.1587 พระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 ( Pope Sixtus V) ได้ทรงให้สร้างประติมากรรมสำริด “นักบุญปีเตอร์” (St.Peter)ไปประดิษฐานไว้แทนที่บนยอดด้านบนหัวเสามาตราบถึงทุกวันนี้


นักบุญปีเตอร์(St.Peter) บนหัวเสา


คำจารึกด้านล่างของเสาทราจัน

คติการสร้างเสาเกลียว เพื่อแสดงออกถึงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิทราจัน เป็นเสาแรกในประวัติศาสตร์โรมัน ทำให้เกิดเป็นแบบอย่างให้มีการสร้างเสาแห่งชัยชนะในลักษณะเดียวกันนี้ตามมาอีกสองเสา ได้แก่ เสาอันโตนินุส ปิอุส (Antoninus Pius’s Column) และ เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius’s Column)

ดังนั้น เสาทราจันจึงไม่เพียงแต่มีคุณค่ามหาศาลต่อการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์แห่งโรมันด้วยศิลปะประติมากรรมแทนการบันทึกด้วยอักษร แต่ยังกลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของกรุงโรม และยังคงตั้งมั่นอยู่เช่นนั้นมานานเกือบ 2,000 ปี ด้วยหลักการคำนวณทางวิศวกรรมแบบโรมันอันเยี่ยมยอด เพราะแม้กรุงโรมจะประสบกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง แต่ ณ วันนี้ เสาทราจันก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นนั้นมาตราบถึงปัจจุบัน


17 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาพระตรีเอกภาพ :: เสาอโศก :: เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาพระตรีเอกภาพแห่งโอโลมูซ (Holy Trinity Column in Olomouc)

August 10th, 2009 No comments

มนต์เสน่ห์แห่งยุโรปตะวันออก คือ ความงามแห่งอดีตกาลของมหาศรัทธาในสมัยกลางของยุโรป ที่ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมอันลือชื่อ   เสาอนุสรณ์แห่งคริสต์ศาสนา ณ เมืองโอโลมูซ (Olomouc) หนึ่งในเมืองอันเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์เลื่องลือ รองจากกรุงปราก แห่งสาธารณรัฐเชก (Czech Republic) คือ สถานที่ประดิษฐานเสาศูนย์รวมแห่งจิตใจของชาวเชกมานานกว่าสามร้อยปี นั่นคือ “เสาพระตรีเอกภาพ” หรือ “เสาพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์แห่งโอโลมูซ” (Holy Trinity Column in Olomouc)

“เสาพระตรีเอกภาพ” ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางเมืองโอโลมูซ เป็นเสาสัญลักษณ์แห่งความเทิดทูนต่อ พระบารมีแห่งพระแม่มารีอา หรือ แม่พระผู้นิรมล (Virgin Mary) สร้างเพื่อแสดงถึงความสำนึกในพระมหาการุณย์ของแม่พระ และความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ที่ช่วยให้เมืองโอโลมูซ และชาวเชกทั้งปวง รอดพ้นจากกาฬโรค ที่ระบาดและคร่าชีวิตชาวเชกไปมากมายในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18  เป็นเสาแห่งความกตัญญูต่อพระผู้เป็นเจ้า และแม่พระผู้นิรมล ที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันระหว่าง ศิลปิน ประติมากร วิศวกร และช่างผู้มีฝีมือชาวเมืองโอโลมูซมากมาย มาช่วยกันหลอมสร้าง และแกะสลักเสาพระตรีเอกภาพแห่งนี้จนสำเร็จลุล่วงลงได้ โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเสาตั้งแต่ปี ค.ศ.1716 ถึง ค.ศ.1754 นานถึง 38 ปี จึงแล้วเสร็จ ผลที่ตามนั้นก็คือ ความภาคภูมิใจในเสาสัญลักษณ์แห่งความภักดีต่อพระคริสต์ศาสนา และเฉลิมฉลองการรอดพ้นภัยจากโรคระบาด สำหรับชาวเชกแล้ว เสาแห่งนี้คือเครื่องหมายแห่งความรักความสามัคคี ที่พวกเขาพากเพียรกันสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาอย่างแท้จริง และทุ่มเทให้อย่างเต็มกำลัง จนกระทั่งเสาพระตรีเอกภาพกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองโอโลมูซ และสาธารณรัฐเชก ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี ค.ศ.2000 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้ “เสาพระตรีเอกภาพ” เป็นมรดกโลก (World Heritage Site) ในฐานะที่เป็นตัวอย่างของการแสดงออกทางสุนทรียศิลป์แบบบาโรกที่งดงาม และยิ่งใหญ่ของทวีปยุโรป

ภาพถ่ายด้านบนเสาพระตรีเอกภาพแห่งโอโลมูซ ประติมากรรมยอดด้านบนรูปพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์

การก่อสร้างเสาพระตรีเอกภาพ หรือ เสาพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์แห่งโอโลมูซ ใช้รูปแบบของศิลปะ และสถาปัตยกรรมแบบบาโรก (Baroque) โดยเลือกใช้ต้นแบบจาก เสาโรมัน ที่จัตุรัส ซานตา มาเรีย มายอเร (Piazza Santa Maria Maggiore) ที่กรุงโรม  โดยการสร้างเสาแห่งนี้ใช้จากเงินบริจาคของประชาชนทั้งหมด และศิลปินผู้สร้างต่างอุทิศแรงกายแรงใจโดยมิได้รับค่าจ้างวานแต่อย่างใด  ในการก่อสร้างเสาพระตรีเอกภาพช่วงแรกนั้น ควบคุมการก่อสร้างโดยฝ่ายสถาปนิกคือ เวนเซล  เรนเดอร์ (Wenzel  Render) และมาสำเร็จลงในช่วงหลังโดย โจฮาน อิคนาซ โรคิสกี้ (Johann Ignaz Rokiky) ส่วนฝ่ายประติมากรนั้นได้แก่ ฟิลิปสส์  แซตเลอร์ (Phillip  Sattler) รับช่วงงานในส่วนหลังจนแล้วเสร็จโดย อันเดรีย ซาห์เนอร์ (Andreas  Zahner)
ลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของเสาพระตรีเอกภาพนั้นก็คือ รายละเอียดอันงดงามวิจิตรบรรจง สร้างจากหินอ่อนคาร์รารา ประดับสำริดเคลือบทองคำในบริเวณส่วนด้านบนคือ บริเวณประติมากรรมแม่พระผู้นิรมล และพระตรีเอกภาพที่ยอดด้านบน
รายละเอียดของเสาพระตรีเอกภาพประกอบไปด้วยสามส่วน ส่วนยอดชั้นบนสุดเป็นประติมากรรมพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Trinity)  แสดงออกด้วยสัญลักษณ์แห่งคริสต์ศาสนารูปพระตรีเอกภาพ ได้แก่ พระบิดา (รูปชายชราด้านขวามือ) พระบุตร (รูปพระคริสต์ถือกางเขนด้านซ้าย) และ พระจิตเจ้า (ยอดด้านบนสุดแสดงด้วยรูปของนกพิราบ)  ถัดมาในส่วนกึ่งกลางเสาเป็นประติมากรรมสำริดเคลือบทอง เป็นรูปแม่พระผู้นิรมิล (แม่พระมารีอา) เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ (Assumption of the Virgin) และอัครเทวทูตกาเบรียล (St.Gabrial) ฐานในส่วนแรกใต้ประติมากรรมแม่พระเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ทั้งสี่มุมคือ ประติมากรรมครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ อันได้แก่ นักบุญอันนา (St.Anna)  นักบุญโจอาคิม (St.Joachim) นักบุญโจเซฟ (St.Joseph) และ นักบุญจอห์นแบปติสท์ (St.John the Baptist)

ในส่วนชั้นที่สอง ด้านบนเป็นประติมากรรมนูนสูงรูปสี่เหลี่ยม แสดงความหมายถึง พระคุณธรรมทั้งสามประการคือ ความสัตย์ (Faith) ความหวัง (Hope) และ ความรัก (Love) และรูปประติมากรรมเหล่านักบุญอีกห้าองค์    ได้แก่ นักบุญลอเรนซ์ (St.Lawrence)  นักบุญเจอโรม (St.Jerome)นักบุญซีลิล (St.Cyril) นักบุญเมโทรดิอุส (St.Metrodius) นักบุญแบลส (St.Blaise)  นักบุญอดัลเบิร์กแห่งปราก (St.Adalbert of Prague) และ นักบุญจอห์นแห่งเนโปมูธ (St.John of Nepomuk)

ประติมากรรมรูปแม่พระเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ นักบุญเจอโรม นักบุญแอนโทนีแห่งเมืองปาดัว

ส่วนชั้นที่สามซึ่งเป็นฐานชั้นล่างสุด ประกอบด้วยประติมากรรมนักบุญทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นเหล่านักบุญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐเชก นักบุญผู้พิทักษ์คุ้มครองแคว้นโบฮีเมียและเมืองโอโลมูซ ได้แก่  นักบุญเมาไรซ์ (St.Maurice)  นักบุญเวนเซสลาส (St.Wenceslas)  นักบุญฟลอเรียน (St.Florian) นักบุญจอห์นแห่งคาปิสทราโน (St.John of Capistrano) นักบุญแอนโทนีแห่งเมืองปาดัว (St.Antrony of Paudua)  นักบุญอโลซิอุสกอนซากา (St.Aloysius Gonzaga) และ นักบุญจอห์น ซาร์คันเดอร์ (St.John Sarkander)
ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแห่งมหาศรัทธาในเสาพระตรีเอกภาพ ที่ร่ำลือกันมาตราบจนทุกวันนี้ก็คือ เมื่อช่วงปี ค.ศ.1758  กองทัพปรัสเซียได้กรีธาทัพมาปิดล้อมเมืองโอโลมูซ  ทหารฝ่ายปรัสเซียได้ระดมยิงปืนใหญ่เข้าถล่มเมืองโอโลมูซ  สร้างความพินาศเสียหายให้แก่บ้านเรือน และชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าลูกกระสุนปืนใหญ่ได้ยิงเข้าใส่เสาพระตรีเอกภาพ แต่เสากลับมิได้พังทลายลงแต่อย่างใด  กล่าวกันว่า ชาวเมืองโอโลมูซได้รวมตัวกันเดินขบวนอย่างกล้าหาญ เพื่อวิงวอนให้แม่ทัพฝ่ายปรัสเซียยุติการยิงปืนใหญ่ เพราะเกรงว่าจะทำลายเสาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ลง ซึ่งแม่ทัพปรัสเซียก็ได้ยินยอมตามคำร้องขอ (ซึ่งในทุกวันนี้ยังมีร่องรอย และลูกกระสุนฝังติดอยู่บนเสา เพื่อย้ำเตือนระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น) ทำให้ ณ วันนี้ เสาพระตรีเอกภาพจึงยังคงดำรงอยู่กลางใจเมือง และตั้งมั่นอยู่กลางใจของชาวเมืองโอโลมูซ ตราบปัจจุบัน


10 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาอโศก ::  เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาอโศก (Ashoka Pillar)

August 3rd, 2009 No comments

“เสาอโศก” หรือ “เสาแห่งพระเจ้าอโศก” (Pillars of Ashoka) เป็นเสาสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาในผืนแผ่นดินแห่งชมพูทวีปเมื่อครั้งอดีตกาล สร้างขึ้นโดยพระราชโองการของพระเจ้าอโศก (King Ashoka) กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะ หรือ เมารยะ (Maurya) โดยจะสร้างเสาศิลาปักตั้งไว้ ณ ตำแหน่งของสถานที่ที่เป็นสังเวชนียสถาน และสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  สันนิษฐานว่า การสร้างเสาอโศกไม่เพียงแต่เป็นการระบุถึง ที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนการประกาศถึงพระพุทธศาสนาที่ได้ขยายขอบเขตแว่นแคว้นไปทั่ว ทุกแห่งหนในรัชสมัยของพระองค์ เป็นเครื่องหมายแทนพุทธบูชา และเตือนขุนนางทั้งปวงให้ปกครองราษฎรโดยธรรม


เสาอโศกที่เลาริยะ-นันทครห์ (Lauriya-Nandangarh)

ที่มาของการค้นพบเสาอโศกนั้น มีการพบครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 (คริสต์ศตวรรษที่ 16) ในบริเวณซากเมืองโบราณที่เมืองเดลี โดยนักโบราณคดีชื่อ โทมัส  คอร์ยาต ( Thomas Coryat) ในครั้งนั้น ได้มีการพบแท่งเสาศิลา และอักษรปริศนาที่ไม่เข้าใจในความหมาย จนกระทั่งเมื่อช่วงสมัยที่อังกฤษเข้ายึดครองอินเดียเป็นอาณานิคม เมื่อปี พ.ศ.2373 (ค.ศ.1830) จึงได้มีการสำรวจซากเมือและแท่งเสาหินอีกครั้งโดย เจมส์ ปรินเซบ (James  Prinsep) และได้ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านคือ กัปตันเอ็ดวาร์ด สมิธ (Edward  Smith) และ จอร์จ  เทอนัวร์ (George  Turnour) ร่วมกันศึกษา และสามารถถอดความหมายของจารึกบนแท่งเสาศิลาได้ในที่สุด และพบว่า แท่งเสาหินดังกล่าวนี้เป็นของกษัตริย์ผู้เรียกขานกันว่า “ปิยะทัสสี” (Piyadasi) หมาย ถึง ผู้เป็นที่รักของเทพเทวา หรือก็คือกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า “พระเจ้าอโศก” (King Ashoka) ผู้ครองแผ่นดินโมริยะ (เมารยะ) นั่นเอง

คำจารึกบนเสาอโศก จากเดิมที่เป็นปริศนาไร้คำตอบ กลายมาเป็นความกระจ่างที่นักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์สามารถเข้าใจในเรื่องราว และความหมาย อีกทั้ง คำจารึกดังกล่าวเป็นอักษรพราหมี (Brahmi) อันเป็นอักษรของตระกูลภาษาปรากฤต (Prakrits) ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของชาวบ้านในแคว้นอวันตี เข้าใจว่า เป็นความประสงค์ของพระองค์ที่ต้องการให้ราษฎรสามารถอ่าน และเข้าใจได้โดยง่าย

จารึกอักษรพราหมี (Brahmi) บนเสาอโศก หัวเสาอโศกที่สารนาถ

จากหลักฐานจารึกดังกล่าว ได้บันทึกว่า แต่เดิมนั้นพระเจ้าอโศกมิได้นับถือในพระพุทธศาสนา ตัวพระองค์เองก็สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาคือพระเจ้าจันทรคุปต์ ด้วยการทำสงครามแย่งชิงราชสมบัติกับเจ้าชายสุมนะผู้ เป็นพระเชษฐา  ก่อให้เกิดสงครามเข่นฆ่าระหว่างพี่น้องร่วมสายโลหิต ท้ายสุด พระเจ้าอโศกได้สังหารพระเชษฐา ก่อนที่จะเสด็จขึ้นครองแผ่นดินเป็นกษัตริย์แห่งโมริยะ (เมารยะ) เมื่อพ.ศ.274 (269 ปีก่อนค.ศ)  ในช่วงแรกของการเสวยราชสมบัติ พระเจ้าอโศกทรงปกครองแผ่นดินด้วยความโหดร้าย และโหดเหี้ยมทารุณต่อผู้ที่ขัดขวางอำนาจของพระองค์  ในขณะเดียวกัน ก็ทรงทำสงครามขยายอาณาจักรของพระองค์ออกไปอย่างกว้างไกล  แต่แล้ว เหตุแปรเปลี่ยนที่ทำให้พระเจ้าอโศกกลับกลายจากทรราชเป็นมหาราชนั้น ก็คือ เหตุการณ์เมื่อครั้งทรงทำสงครามครั้งใหญ่กับแคว้นกลิงกะ (Kalinga) เมื่อปีพ.ศ.282 ซึ่งเป็นปีที่ 8 หลังการครองราชสมบัติ  แม้ในครั้งนั้น พระองค์จะเป็นฝ่ายมีชัยชนะในสงคราม แต่ก็ได้ทำให้ประชาชนล้มตายเกลื่อนกลาด ดังที่มีปรากฎในคำจารึกว่า
“…สงครามกับกลิงกะ แม้จักได้เชลยศึกมากว่า 150,000 คน แต่ทว่า ข้าศึกกว่า 100,000  คน ก็ได้ถูกเข่นฆ่าสังหารล้มตายกลางสมรภูมิอย่างน่าเอน็จอนาถใจนัก…”
หลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเศร้าสลดใจ และเริ่มสำนึกในบาปกรรมอันมหันต์  ต่อมา พระเจ้าอโศกได้มาพบพานกับสามเณรน้อย“นิโครธ” ซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าชายสุมนะพระเชษฐาที่พระองค์ทรงสังหาร  สามเณรได้แสดงธรรม และตักเตือนให้พระองค์ละเว้นจากบาปกรรมและให้ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา  ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ทำให้พระเจ้าอโศกทรงสำนึกพระองค์ และทรงประจักษ์แจ้งแล้วว่า “ชัยชนะที่แท้จริงนั้นคือชัยชนะโดยธรรม นี่จึงนับเป็นชัยชนะอันสูงสุด” ดังนั้น นับตั้งแต่นั้นมา พระองค์จึงละเว้นจากบาปกรรมทั้งปวง และทรงทุ่มเทชีวิตให้กับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เพื่อให้พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ออกไปทั่วแผ่นดินของ พระองค์
หลังจากนั้นมา  พระเจ้าอโศกจึงได้โปรดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ที่เมืองปาฏลิบุตร ทรงสร้างสถูปที่สาญจี และส่งพระธรรมฑูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยแบ่งออกเป็น 9 สาย ทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปทั่วทุกดินแดนแว่นแคว้น และไปสู่นานาประเทศในเวลาต่อมา  นอกจากนั้น พระองค์ยังได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมเยือนราษฎร และทรงเสด็จธรรมยาตราตามรอยพระพุทธองค์ โดยเสด็จไปยังพุทธสังเวชนียสถาน และพุทธสถานทั่วทุกหนแห่ง และ ณ ทุกๆ ที่ที่ทรงเสด็จไปถึง จะมีรับสั่งให้สร้าง “เสาศิลา” เพื่อจารึกอักษรถึงความสำคัญของสถานที่ และเหตุการณ์อันสำคัญของพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นประจักษ์พยานสืบต่อไป  ซึ่งการจารึกนั้น มีทั้งการสร้างเสาศิลาที่ทรงประดิษฐานด้วยพระองค์เอง และเสาศิลาที่ทรงให้เจ้าเมืองในแคว้นต่างๆ จัดสร้างขึ้นแทน  รวมทั้งหาก ณ ที่ใดไม่อาจสร้างได้ ก็ให้ใช้วิธีจารึกไว้บนผนัง หรือแผ่นหินต่างๆ แทน  ทำให้ในทุกวันนี้ จึงสามารถพบหลักฐานต่างๆ ดังกล่าวในหลายประเทศปัจจุบัน เช่น อินเดีย ปากีสถาน และ อัฟกานิสถาน เป็นต้น  แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใด สามารถบอกได้ว่า แท้ที่จริงแล้วมีเสาศิลาจารึก หรือที่เรียกกันว่า “เสาอโศก” อยู่จำนวนเท่าใด  แต่ก็มีตำนานเล่าขานกันว่า ทรงโปรดให้สร้างเสาศิลาไว้ถึง  84,000 ต้น (บางบันทึกกล่าวว่าเป็นจำนวนของเจดีย์ 84,000 องค์)
การสร้างเสาอโศกนั้น สร้างจากหินทรายสีแดงอมชมพู (red sandstone) และ หินทรายขาว (white sandstone) โดยใช้หินจากแหล่งหินทรายที่ตำบลจูนาร์ เมืองวาราณสี เสาแต่ละต้นมีขนาดความสูงตั้งแต่ 40 – 70 ฟุต มีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 50 ตัน  ใช้ช่างแกะสลักฝีมือดีในการสร้าง และขนส่งไปยังดินแดนต่างๆ ด้วยการขนส่งทางบก และทางเรือ  ลักษณะของเสาอโศก จะมีรูปร่างเป็นแท่งปล่องเสาเรียวสูงขึ้นสู่ปลายด้านบน  ส่วนฐานเสามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ และค่อยๆ ลดขนาดลงเมื่อถึงปลายหัวเสา ลำต้นเป็นผิวเรียบ ไม่สลักลวดลาย แต่จะมีการแกะสลักจารึกอักษรแสดงถึงความสำคัญของสถานที่นั้นๆ ไว้บนเสา
ทุกวันนี้  เสาอโศกมีตั้งปรากฎอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศอินเดียปัจจุบัน  เสาหลายต้นถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์ บางต้นถูกทำลายโดยธรรมชาติ และพังทลายไปตามกาลเวลา  ในจำนวนเสาอโศกที่มีหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ และยังมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่นั้น  ได้แก่
1.    เสาอโศกที่อัลลาหะบาด (Allahabad) เดิมทีเชื่อว่าตั้งอยู่ที่เมืองโกสัมพี
2.    เสาอโศกที่พุทธคยา (Bodhgaya)
3.    เสาอโศกที่เดลี (Delhi)
จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ต้น เดิมทีนั้นเสาทั้งสองตั้งอยู่ที่เมืองเมรัฐ และ เมืองโทปรา ในรัฐหรยานะ  ต่อมา พระเจ้าเฟโรซ ชาห์ ตุฆลัก (Firuz Shah Tughlug) กษัตริย์ราชวงศ์โมกุล ทรงมีพระบัญชาให้ย้ายเสาทั้งสองต้นมาไว้ที่ กรุงเดลี เมื่อพ.ศ.1899 (ค.ศ.1356)
4.    เสาอโศกที่เลาริยะ-อเรราช (Lauriya-Areraj)
5.    เสาอโศกที่เลาริยะ-นันทครห์ (Lauriya-Nandangarh)
6.    เสาอโศกที่สวนลุมพินี (Lumbini) เมืองกุสินารา (กุสินคร)
7.    เสาอโศกที่นิกาลีสการ์ (Nigalisagar)
8.    เสาอโศกที่รามปุรวะ (Rampurva) หรือ รามปุระ(Rampur)
9.    เสาอโศกที่สาญจี (Sanchi) เมืองโภปาล
10.    เสาอโศกที่สันกิสาร์ (Sankissa) หรือ สังกัสสะ(Sankasa)
11.    เสาอโศกที่สารนาถ (Sarnath) ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
12.    เสาอโศกที่สาวัตถี (Sravasti)
13.    เสาอโศกที่เวสาลี (Vaishali)

จุดเด่นที่สุดของเสาอโศกนั้น ก็คือ “ประติมากรรมบนหัวเสา”  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรูปสิงห์แกะสลัก  ประดิษฐานอยู่บนยอดด้านบน  เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่องอาจดั่งราชสีห์ และส่งเสียงคำรามแผ่ไพศาลไปไกลแสนไกล  นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์รูปธรรมจักร และดอกบัวตรงบริเวณด้านล่างของแท่นหัวเสา อันเป็นนัยยะแทนพระธรรมคำสอน และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในบรรดาประติมากรรมรูปสิงห์ หรือสิงโตบนเสาอโศกที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์นั้น ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ “หัวเสาอโศกรูปสิงโตสี่ตัว” นั่งหันหลังชิดติดกัน โดยหันหน้าไปทางทิศทั้งสี่  เป็นประติมากรรมบนหัวเสาอโศกที่เมืองสารนาถ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสารนาถ (อนึ่ง รูปสิงโตสี่ตัวนี้ ต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นตราแผ่นดินของประเทศอินเดียปัจจุบัน) แต่ทว่า ส่วนลำต้นของเสาอโศกนั้นได้แตกหักออกเป็นสี่ส่วน  ดังนั้น หากรวมความสูงของเสาอโศกที่สารนาถต้นนี้ จะมีความสูงทั้งหมดรวม 50 ฟุต
ประติมากรรมยอดหัวเสารูปสิงโตที่มีชื่อเสียงอีกแบบหนึ่งนั้นก็คือ “หัวเสาอโศกรูปสิงโตเดี่ยว” เป็นประติมากรรมรูปสิงโตนั่งเพียงตัวเดียว มีให้เห็นที่เสาอโศกเมืองเวสาลี และ เสาอโศกที่เลาริยะ-นันทครห์
หัวเสาอโศกไม่ได้มีเพียงแต่รูปสิงโตเท่านั้น  ยังมีหัวเสาอโศกบางแห่งที่สร้างเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใคร่เป็นที่รู้จัก กันมากนัก เช่น “หัวเสาอโศกรูปช้าง” ซึ่งมีให้เห็นเฉพาะที่เสาอโศกที่สันกิสาร์ (สังกัสสะ) และ “หัวเสาอโศกรูปวัว” ซึ่งปรากฎอยู่บนหัวเสาอโศกที่รามปุรวะ (รามปุระ) เป็นต้น

หัวเสาอโศกรูปวัว ที่รามปุรวะ(รามปุระ) หัวเสาอโศกรูปช้าง ที่สันกิสาร์(สังกัสสะ)

ดังนั้น  จากที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงเห็นได้ว่า “เสาอโศก” ไม่เพียงเป็นแค่ศิลปกรรมชิ้นเยี่ยมหรือเป็นเพียงหลักฐานแห่งอดีตกาลอัน รุ่งโรจน์ของชมพูทวีปเท่านั้น แต่ยังมีความยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลกอย่างหาที่เปรียบมิได้ เพราะประวัติศาสตร์ของเสาอโศกก็คือ ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ที่ทำให้ทุกวันนี้ ชาวพุทธจึงได้ทราบถึงสถานที่ที่แท้จริงของพุทธสถาน และสังเวชนียสถานทั้งสี่ รวมทั้งเรื่องราวหลังสมัยพุทธกาลที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


2 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาโอเบลิสก์ดำ (Black Obelisk)

July 28th, 2009 No comments

“โอเบลิสก์ดำ” หรือ “แบล็ค โอเบลิสก์” (Black Obelisk) เป็นหนึ่งในเสาหินโบราณแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ประติมากรรมบนเสาหินของพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 (King Shalmaneser III ) แห่งอาณาจักรอัสสิเรีย (Assyria) นับเป็นสิ่งล้ำค่าของศิลปกรรมยุคโบราณที่อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่กลับมีคุณค่าสุดประเมินได้จากภาพแกะสลักบนเสาหิน

เพราะนี่คือ “เสาที่เป็นสัญลักษณ์บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตอันเรืองโรจน์ของอาณาจักรอัสสิเรีย กับความสัมพันธ์ต่อชาวยิว และคริสต์ศาสนา” และเนื่องจากแท่งเสาหินดังกล่าว สกัดขึ้นจากแท่งหินปูนสีดำ และมีลักษณะคล้ายคลึงกับเสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ ทำให้นักประวัติศาสตร์ศิลป์นิยมเรียกเสาหินนี้ว่า “โอเบลิสก์ดำ”

เสาโอเบลิสก์ดำ ปัจจุบันอยู่ที่ The British Museum ประเทศอังกฤษ

ในช่วงที่อาณาจักรอัสสิเรียเรืองอำนาจในดินแดนเมโสโปเตเมียนั้น พระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 (ครองราชย์ในช่วง 858 – 824 ปีก่อน ค.ศ.) พระองค์ได้ทรงขยายดินแดนแผ่กว้างออกไปจนยิ่งใหญ่ไพศาล สร้างความเกรียงไกรให้แก่ชนเผ่าอื่นๆ จนยอมศิโรราบต่อกำลังกองทหารของอัสสิเรีย ทำให้เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว จึงได้เกิดการสร้างเสาหินโอเบลิสก์ดำขึ้น สันนิษฐานกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 825 ปีก่อน ค.ศ. เดิมที เมื่อตอนแรกขุดค้นพบเสาโอเบลิสก์ดำนั้น พบที่บริเวณซากพระราชวังของอัสสิเรียที่คาลฮู (Kalhu) (ปัจจุบันก็คือเมืองนิมรัต(Nimrud) ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก) แต่ภายหลัง เสาโอเบลิสก์ดำได้ถูกลักลอบนำออกไปยังสหราชอาณาจักร(อังกฤษ) ปัจจุบันนี้ เสาโอเบลิสก์ดำ ตั้งอยู่ในโซนศิลปกรรมเมโสโปเตเมียใน “บริติชมิวเซียม” (The British Museum) ประเทศอังกฤษ อีกทั้งยังมีเสาโอเบลิสก์ดำในลักษณะแบบเดียวกันนี้ จำลองไว้ที่ “สถาบันตะวันออกแห่งชิคาโก” (The Oriental Institute) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

ลักษณะของ “เสาโอเบลิสก์ดำ” เป็นแท่งหินปูนสีดำสนิท แกะสลักขึ้นมาจากหินเพียงก้อนเดียว มีความสูง 197.85 เซนติเมตร กว้าง 45.08 เซนติเมตร บนชั้นปลายสุดของเสาจะสร้างคล้ายรูปซิกกูรัต ซ้อนๆ กันสามชั้น และสาเหตุที่ทำให้ “เสาโอเบลิสก์ดำ” มีคุณค่าทั้งต่อวงการศิลปะ และประวัติศาสตร์นั้น มาจากภาพประติมากรรมนูนต่ำที่แกะสลักไว้รอบๆ ตัวเสาทั้งสี่ด้าน ในบริเวณเสาของแต่ละด้านจะแบ่งออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 5 ช่อง เรียงจากแถวบนลงล่าง และเมื่อรวมทั้งสี่ด้านของตัวเสา ทำให้มีภาพประติมากรรมรวมกันทั้งหมด 20 ภาพ และในแต่ละช่องนั้น มีการแกะสลักภาพประติมากรรมที่เล่าถึงเหตุการณ์ในยุคสมัยของพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 และพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่สามารถพิชิตแว่นแคว้นต่างๆ จนยอมศิโรราบต่ออาณาจักรอัสสิเรีย โดยในแต่ละภาพนั้นจะแกะสลักตัวอักษรรูปลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม (Cuneiform) กำกับไว้อย่างละเอียด อีกทั้งยังมีการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เพิ่มเติมด้วยการแกะสลักไว้บนส่วนยอดด้านบนทั้งสามชั้นตลอดทั้งสี่ด้าน ทำให้สามารถศึกษาเรียนรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ในรัชสมัยของพระองค์ได้อย่างกระจ่าง

รายละเอียดบางส่วนทางด้านซ้ายของเสาโอเบลิสก์ดำ

ความสำคัญประการหนึ่งของ “เสาโอเบลิสก์ดำ” นั้น อยู่ที่บริเวณภาพประติมากรรมแกะสลักบริเวณด้านหน้า มีการสร้างเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำ เล่าถึงชนเผ่าโบราณที่อาณาจักรอัสสิเรียเข้ายึดครอง และอาณาจักรต่างๆ เหล่านั้นได้ส่งตัวแทน และคณะฑูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระองค์ เรียงจากด้านบนลงล่าง ได้แก่
1. ชนเผ่ากิลซานู (Gilzanu) เป็นอาณาจักรโบราณทางทิศตะวันตกของอิหร่านปัจจุบัน
2. ชนเผ่าเจฮู (Jehu) หรือก็คือดินแดนแห่งอาณาจักรอิสราเอลโบราณ
3. ชนเผ่ามุสรี (Musri) สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาณาจักรโบราณทางตะวันออกของอิหร่านปัจจุบัน
4. ชนเผ่าซูฮี (Suhi) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของซีเรียและอิรักปัจจุบัน
5. ชนเผ่าพาตินา (Patina) เป็นดินแดนโบราณทางตอนใต้ของตุรกี

ประติมากรรมนูนต่ำช่องที่สอง แสดงถึงคณะทูตจากเจฮูถวายเครื่องราชบรรณาการต่อพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3

ในจำนวนนี้ ภาพประติมากรรมช่องที่ 2 ที่กล่าวถึง “ชนเผ่าเจฮู” (Jehu) เป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสำคัญสูงสุด เพราะคำว่าเจฮูไม่ได้หมายถึงชื่อของชนเผ่า แต่เป็นคณะทูตจากกษัตริย์ชาวยิวผู้มีพระนามว่า “เจฮู” และเป็นประจักษ์พยานถึงดินแดนเก่าแก่ของอาณาจักรอิสราเอลโบราณ ซึ่งครั้งหนึ่งชาวยิวเคยตั้งรกรากครอบครองดินแดนอิสราเอลมาช้านาน แต่ได้ถูกอาณาจักรอัสสิเรียบุกรุกเข้ายึดครอง ดังนั้น คำจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์มที่แกะสลักไว้ มีข้อความแปลได้ว่า
“พวกชนเผ่า(ของ)เจฮู , ผู้บุตรแห่งอัมรี : ข้าได้รับสิ่งบรรณาการเหล่านั้นด้วย ทองคำ เงิน ภาชนะและจอกทองคำ คฑาแห่งราชันย์และหอกศาสตรา”
คำว่า เจฮู (Jehu) นั้น คือพระนามของกษัตริย์ชาวยิวแห่งอาณาจักรอิสราเอล เมื่อราว 841 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งตรงกับเนื้อหาที่ว่าด้วยการรุกรานของอัสสิเรีย ดังที่มีกล่าวไว้ในไบเบิ้ล หรือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาฉบับเดิม (The Old Testament) ด้วยหลักฐานของอัสสิเรียในเสาโอเบลิสก์ดำ จึงกลายมาเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ ศิลปะ และ ศาสนา รวมไว้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างน่าสนใจยิ่ง


เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
28 July 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาโอเบลิสก์ (Obelisk)

July 21st, 2009 No comments

คำว่า “โอเบลิสก์” (Obelisk) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ  Obeliskos หมายถึง เหล็กแหลม เข็ม  หรือ เสาปลายแหลม ลักษณะของเสาโอเบลิสก์จะเป็นเสาสูง สร้างจากหินแกรนิตขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว ฐานของเสาจะกว้างและค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นสู่ยอดด้านบนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสี่ด้าน ยอดบนสุดจะเป็นลักษณะเหมือนปิรามิด และมักนิยมหุ้มหรือเคลือบด้วยโลหะ เช่น ทองคำ เหล็ก หรือ ทองแดง เป็นต้น
เสาโอเบลิสก์เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ เป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางสู่วิหารเทพเจ้า ปกติจะนิยมสร้างขึ้นเป็นคู่ ตั้งอยู่ ณ บริเวณทางเข้าวิหาร ตัวอย่างเช่นที่ วิหารลักซอร์ หรือ วิหารคาร์นัค เป็นต้น บริเวณรอบๆ เสาโอเบลิสก์จะแกะสลักเป็นร่องลึกด้วยอักษรเฮียโรกลิฟฟิค บอกเล่าถึงฟาโรห์ผู้สร้าง และเรื่องราวของการสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า ดังนั้น เสาโอเบลิสก์จึงเป็นเสมือนหนึ่งเสาอนุสรณ์ บ่งบอกถึงนัยยะแห่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์โบราณ

เสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ  โอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I)
เสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ  โอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I )

“โอเบลิสก์” หรือ “เสาโอเบลิสก์” เป็นที่รู้จักกันในโลกตะวันตก มาจากคำพรรณนาของนักปราชญ์กรีกนามว่า ฮีโรโดตุส (Herodotus) ซึ่งได้เดินทางไปเห็นโอเบลิสก์ที่อียิปต์ และได้ลงบันทึกเขียนเล่าถึงลักษณะของโอเบลิสก์จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งในกรีก และโรมัน

ที่มาแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างเสาโอเบลิสก์นั้น  สันนิษฐานว่า “โอเบลิสก์” น่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา(Ra) หรือ อามอน เร (Amon Re) ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดเหนือเหล่าเทพทั้งปวง  ในประเด็นดังกล่าวนี้ ยังสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานในงานค้นคว้าเรื่องโอเบลิสก์ของนักประวัติศาสตร์ อียิปต์คือ แพทริเซีย แบล็คเวล การ์รี่ (Patricia Blackwell Gary) กับนักดาราศาสตร์ ริชาร์ด ทัลคอต (Richard Talcott) ที่กล่าวว่า รูปร่างของเสาโอเบลิสก์นั้น ชาวอียิปต์โบราณน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า Sun pillar หรือ เสาสุริยะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของลำแสงพระอาทิตย์เมื่อฉายแสงยามรุ่งอรุณ และยามอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า  แสงจากดวงอาทิตย์เมื่อส่องประกายริมขอบฟ้าเหนือท้องทะเล จะสะท้อนกับผิวน้ำ จนแลดูคล้ายเสาสุริยะ หรือสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา

ปรากฏการณ์ Sun pillar หรือ เสาสุริยะ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk)
ปรากฏการณ์ Sun pillar หรือ เสาสุริยะ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk)

มีบันทึกว่า  เสาโอเบลิสก์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด และยังคงอยู่ในปัจจุบันนั้น คือ เสาโอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I ) ซึ่งเป็นฟาโรห์ในสมัยราชวงศ์ที่ 12 ( 1991 – 1786 ปีก่อนค.ศ. ) เป็นเสาโอเบลิสก์จากหินแกรนิตแดง สูง 68 ฟุต หนัก 120 ตัน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Al-Matariyyah กรุงไคโร ประเทศอียิปต์    ส่วนเสาโอเบลิสก์ที่มีความสูงที่สุดในโลกนั้น คือ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk) มีขนาดความสูงถึง 105.6 ฟุต หนัก 455 ตัน  ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ลานจัตุรัสหน้า Lateran Basilica กรุงโรม ประเทศอิตาลี
แม้ว่า  โอเบลิสก์จะมีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ แต่เมื่อยามอียิปต์เสื่อมอำนาจลง เสาโอเบลิสก์ได้กลายมาเป็นที่นิยมของมหาอำนาจแห่งอาณาจักรโบราณ คือ จักรวรรดิโรมัน  ที่ได้ขนย้ายเสาโอเบลิสก์ไปสู่โรมันเป็นจำนวนมาก ทำให้ในทุกวันนี้ มีปรากฏเสาโอเบลิสก์ในดินแดนเดิมของโรมัน ซึ่งก็คือ ชาติตะวันตกหลายประเทศในยุโรปมากกว่าเสาโอเบลิสก์ที่มีหลงเหลืออยู่ในประเทศ อียิปต์ปัจจุบัน
เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์โบราณที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกทุกวันนี้ มีจำนวน 29 เสา  เป็นเสาที่ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ปัจจุบันจำนวน 9 เสา ส่วนอีก 20 เสานั้น กระจายกันอยู่ในประเทศต่างๆ คือ ในประเทศอิตาลี 11 เสา (รวมนครรัฐวาติกัน)  สหราชอาณาจักร 4 เสา  ส่วนในประเทศฝรั่งเศส โปแลนด์ อิสราเอล ตุรกี และ สหรัฐอเมริกา  มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่ประเทศละ 1 เสา


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/76-obelisk
เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
21 July 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาปีศาจ (ชังซึง 장승)

July 12th, 2009 No comments

“เสาปีศาจ” (Devil pole) คือเสาสัญลักษณ์ที่ชาวเกาหลีเรียกกันว่า “ชังซึง” (Jangseung) จะสามารถพบเห็นเสาปีศาจดังกล่าวได้ในแถบหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลของเกาหลี มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความพิทักษ์ปกป้องชาวบ้านให้พ้นจากเคราะห์ร้าย และวิญญาณชั่วร้ายทั้งปวง ชาวบ้านจะนิยมปักเสาปีศาจ หรือ ชังซึง ไว้ตรงหน้าทางเข้าสู่หมู่บ้าน หรือไม่ก็ในบริเวณภายในใจกลางของหมู่บ้าน พวกชาวบ้านจึงมักจะมารวมตัวกันเพื่อสวดอ้อนวอนต่อเสาปีศาจ ให้สำแดงอิทธิฤทธิ์ในการปราบวิญญาณร้าย และอารักขาชาวบ้านให้รอดพ้นจากสิ่งร้ายๆ ทั้งหลาย

เสาปีศาจหรือ “ชังซึง” ที่ซุนชอน
เสาปีศาจหรือ “ชังซึง” ที่ซุนชอน

เสาปีศาจหรือ “ชังซึง”เป็นคำที่ชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ในเกาหลีนิยมเรียกกัน นอกจากนี้แล้ว ยังมีคำเรียกอื่นๆ อีกเช่น พ็อกซู (Beoksu) ฮาลาพอจี (Harabeoji) หรือ ซูซาลม็อก (Susalmok) แล้วแต่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ท้องถิ่นใด ลักษณะของเสาปีศาจ หรือ “ชังซึง” นั้น ส่วนใหญ่จะแกะสลักขึ้นมาจากไม้ต้นเดียว ไม่มีรายละเอียดในส่วนของลำตัว แต่จะแกะสลักเฉพาะในส่วนด้านบนเหมือนใบหน้าของปีศาจที่ดุดันน่ากลัว ดวงตาโปนโต ถลึงตาจ้องมองมายังเบื้องหน้า บ้างแลบลิ้นยาว หรือไม่ก็แยกเขี้ยวยิงฟัน การสร้างในลักษณะดังนี้เป็นการแสดงออกเพื่อสะกดข่มขวัญพวกผีเร่ร่อนหรือวิญญาณชั่วร้าย เสาปีศาจบางต้นจึงแสดงให้เห็นถึง ยศถาบรรดาศักดิ์ และพลังอำนาจด้วยการสวมใส่หมวกขุนนาง หรือหมวกบัณฑิตโบราณ บางเสาไม่มีการระบายสีบนเนื้อไม้ ในขณะที่บางเสาก็จะระบายสีสันสดใสสวยงามสะดุดตา

ส่วนใหญ่แล้วจะตั้งเสาปีศาจไว้เดี่ยวๆ บางที่ก็จะตั้งเป็นคู่ๆ หรือเป็นกลุ่มก็มี เสาปีศาจที่ตั้งเป็นคู่จะเป็นเสาปีศาจชาย-หญิง นิยมแกะสลักตัวอักษรไว้ตรงบริเวณลำต้น คือ
เสาปีศาจชาย เรียกกันว่า “ชอนฮา แดชังกุน” (Cheonha Daejang-gun) แปลว่า แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ใต้สรวงสวรรค์
เสาปีศาจหญิง เรียกกันว่า “ชีฮา ยอชังกุน” ( Jiha Yeojang-gun) แปลว่า แม่ทัพหญิงใต้ผืนปฐพี

เสาปีศาจ ชอนฮา แดชังกุน (ซ้าย) และ ชีฮา ยอชังกุน(ขวา)
เสาปีศาจ ชอนฮา แดชังกุน (ซ้าย) และ ชีฮา ยอชังกุน(ขวา)

มีผู้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับคติการสร้างเสาปีศาจของเกาหลี พบว่า มันเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่ยั่งยืนอยู่ในคาบสมุทรเกาหลีมาช้านาน สันนิษฐานว่า มีความเกี่ยวพันกับการรวมตัวกันเป็นเผ่าพันธุ์ของบรรพบุรุษเกาหลีตั้งแต่ก่อนอาณาจักรโคกูรยอ การบูชาเทพเจ้าที่เป็นเทพปีศาจผู้ยิ่งใหญ่นั้นใกล้เคียงกับ ลัทธิบอน (Bon) ในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ รวมทั้งลัทธิชามานนิสม์ (Shamanism) หรือการบูชาภูติผีปีศาจ

ในจำนวนเสาปีศาจที่มีการพบเห็นในเกาหลี ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นจากไม้ มียกเว้นอยู่บ้างก็เช่น ที่หมู่บ้านชนบทแถบเมืองโฮนัม และ ยองนัม ที่มีการสร้างเสาปีศาจหรือชังซึงด้วยหิน ทุกวันนี้ วัฒนธรรมพื้นบ้านของเกาหลียังได้รับการอนุรักษ์ส่งเสริมให้คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติ จึงได้มีการสร้างเสาปีศาจเหล่านี้ไว้ในหมู่บ้านวัฒนธรรมหลายแห่ง เช่น ที่หมู่บ้านวัฒนธรรมเมืองซูวอน ยงจิน อันดง และ เกาะเชจู เป็นต้น


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/75-devil-pole
เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
12 July 2009

เรื่องก่อนหน้า “เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาโทเทม (Totem pole)

July 6th, 2009 No comments

“โทเทม” (Totem) หรือ “เสาโทเทม” (Totem pole) คือ สัญลักษณ์อนุสรณ์ด้วยประติมากรรมจากไม้แกะสลักขนาดใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ปรากฎอยู่ในชนเผ่าอินเดียนแดงแถบชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ สามารถพบเห็นเสาโทเทมได้ในชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในแคนาดา และสหรัฐอเมริกา

เสาโทเทมที่สแตนเลย์ พารค์ (Stanley Park)  แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

เสาโทเทมที่สแตนเลย์ พาร์ค (Stanley Park)  แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

ลักษณะของเสาโทเทม จะแกะสลักขึ้นมาจากลำต้นไม้ขนาดใหญ่เพียงต้นเดียว ส่วนใหญ่ไม้ที่นำมาแกะสลักนั้นคือ ไม้จากต้นซีดาร์ (Cedar tree) ซึ่งเป็นไม้ที่มีอยู่อย่างชุกชุมในป่าไม้ชายฝั่งทะเลตะวันตก   รูป และลวดลายที่แกะสลักมีทั้งภาพใบหน้าของมนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ตามจินตนาการ แต่ที่นิยมกันมากมักเป็นภาพ นกดุเหว่า เหยี่ยว และ นกอินทรี โดยมากมักมีส่วนของ จงอยปาก ยื่นยาวออกมาข้างหน้า และมักสยายปีกแผ่ออกด้านข้างอย่างสง่างาม  รวมทั้งอาจมีภาพจากธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว รวมอยู่ในนั้น และภาพประติมากรรมต่างๆ จะเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นสู่ด้านบนของหัวเสาเสมอ  สุดท้ายจะระบายสีตกแต่งอย่างสวยงาม สีสันต่างๆ แม้จะฉูดฉาดบาดตา แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณในแบบอย่างวัฒนธรรมของชาวอินเดียนแดง ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  การแกะสลักเสาโทเทมนั้นจึงเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ทักษะฝีมือ และความชำนาญสูง ใช้เวลาในการแกะสลักนานตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ  ดังนั้น เสาโทเทมจึงไม่ใช่เสาธรรมดาๆ ที่มีแต่ความสวยงาม แต่มันมีความหมาย และความสำคัญมากกว่านั้น

เดิมที คำว่า “โทเทม” (Totem) มีรากศัพท์มาจากภาษาพื้นเมืองของชนเผ่าโอจิบวี (Ojibwe) ที่เรียกกันว่า “โอดูเดม” (Odoodem) หมายถึง กลุ่มตระกูลของเขา เพราะคติความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าโอจิบวี ซึ่งภายหลังได้แพร่ขยายจนกลายเป็นวัฒนธรรมของอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ การตั้งเสาโทเทมจะต้องปักอยู่ตรงหน้ากระโจม หรือหน้าอาณาเขตของตระกูลต่างๆ ในชนเผ่านั้น เพราะนั่นเป็นการประกาศถึงศักดิ์ศรี ฐานะ และพลังอำนาจของวงศ์ตระกูลของผู้เป็นเจ้าของเสา ทำให้รูปประติมากรรมต่างๆ บนเสาโทเทม คือการบ่งบอกแทนคำพูด ที่แสดงถึงเรื่องราวของสัตว์สัญลักษณ์ประจำตระกูล หรือบุคคลสำคัญ และตำนานความเชื่อของพวกเขา สำหรับชาวชาวอินเดียนแดงแล้ว เสาโทเทมเป็นศิลปะที่มีชีวิต และใช้แทนคำพูดที่ต้องการจะสื่อสารถึงผู้อื่น ไม่ใช่เป็นเสาเครื่องราง หรือเสาพิธีกรรมใดๆ อย่างที่ชาวตะวันตกที่ไปรุกรานถิ่นที่อยู่ของชาวอินเดียนแดงเข้าใจกันไปเอง

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้  คนสมัยใหม่กลับไปตีความของเสาโทเทมผิดไปจากความเป็นจริง และยังนำไปใช้เป็นสินค้าของชาวเมืองในโลกศิวิไลซ์ โดยไม่รู้ซึ้งถึงความหมาย และไร้ซึ่งความเข้าใจถึงที่มาของการสร้าง… “เสาโทเทม”

รายละเอียดบางส่วนของเสาโทเทม สัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมอินเดียนแดงที่พบเห็นได้ทั่วไปแถบอเมริกาเหนือ
รายละเอียดบางส่วนของเสาโทเทม  สัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมอินเดียนแดงที่พบเห็นได้ทั่วไปแถบอเมริกาเหนือ


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/72-totem-pole

เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
6 July 2009

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Proudly using Dynamic Headers by Nicasio WordPress Design