<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Art Ed  Chula Blog</title>
	<atom:link href="http://www.artedchula.com/blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.artedchula.com/blog</link>
	<description>ศิลปะชาวเรา งามนักหนา รูปร่างหน้าตาก็ดี</description>
	<lastBuildDate>Thu, 03 Sep 2009 13:32:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2</generator>
		<item>
		<title>Ceramic Arts Exhibition HomeMade 11-27 กย.</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/09/03/ceramic-arts-exhibition-homemade/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/09/03/ceramic-arts-exhibition-homemade/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Sep 2009 13:26:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[ceramic]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=264</guid>
		<description><![CDATA[Ceramic Arts Exhibition "HomeMade"
by Krisaya Luenganantakul 11-27 กย.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="/spaces/attachment/200909/2/135_1251865930ZvtN.jpg" target="_blank"><img src="/web/images/2009/200909_krisaya_homemade630.jpg" border="0" alt="" width="600" /></a></p>
<h3 style="text-align: center;">Ceramic Arts Exhibition</h3>
<h1 style="text-align: center;">HomeMade</h1>
<h1 style="text-align: center;">by Krisaya Luenganantakul</h1>
<p style="text-align: center;"><strong>อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษา ภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8220;บ้าน ผู้หญิง และ มดลูก&#8221;<br />
สามสิ่งที่ต่างความหมาย ต่างลักษณะ แต่ทั้งสามต่างมีหน้าที่คล้ายคลึงกัน<br />
อาจกล่าวได้ว่า ทุกชีวิตต่างต้องการที่อยู่เพื่อเติบโต<br />
ดังนั้นคงไม่ผิด ที่จะกล่าวว่า บ้านแรกของทุกชีวิตคือ มดลูก<br />
มดลูกที่ธรรมชาติได้คัดสรรมามอบไว้ให้ผู้หญิง</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">พิธีเปิด วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2552 เวลา 18:30 น.<br />
ประธานเปิดงาน คุณวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์<br />
จัดแสดงถึงวันที่ 27 กันยายน 2552<br />
ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 1 ห้อง 1<br />
หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />
krisaya@hotmail.com</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">โปสการ์ด บัตรเชิญ</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><a href="/spaces/attachment/200909/2/135_1251865963DK8U.jpg"><img src="/web/images/2009/200909_krisaya_homemade630b.jpg" border="0" alt="" width="600" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/09/03/ceramic-arts-exhibition-homemade/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โปสเตอร์ (poster)</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/09/03/poster/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/09/03/poster/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Sep 2009 13:18:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommended]]></category>
		<category><![CDATA[poster]]></category>
		<category><![CDATA[โปสเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=261</guid>
		<description><![CDATA[โปสเตอร์ คือ ภาพขนาดใหญ่พิมพ์บนกระดาษ ออกแบบเพื่อใช้ติดหรือแขวนบนผนังหรือกำแพง โปสเตอร์อาจจะเป็นภาพพิมพ์และ/หรือภาพเขียน หรืออาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: small;"><span style="font-size: x-small;"><a title="โปสเตอร์ คลิกดูรูปใหญ่" href="http://kajarp.files.wordpress.com/2009/01/poster_kati.jpg?w=450&amp;h=643" target="_blank"><img src="/web/images/2009/200909_poster.png" border="0" alt="" /></a><br />
</span></span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: small;"><span style="font-size: x-small;">โปสเตอร์ คือ ภาพขนาดใหญ่พิมพ์บนกระดาษ ออกแบบเพื่อใช้ติดหรือแขวนบนผนังหรือกำแพง โปสเตอร์อาจจะเป็นภาพพิมพ์และ/หรือภาพเขียน หรืออาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้เตะตาผู้ดูและสื่อสารข้อมูล โปสเตอร์อาจจะใช้สอยได้หลายประการ แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการเผยแพร่เพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะการโฆษณางานแสดงศิลปะ, งานดนตรี หรือภาพยนตร์, การโฆษณาชวนเชื่อ, หรือในการสื่อสารที่ต้องการสื่อสารความเชื่อต่อคนกลุ่มใหญ่<br />
</span></span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: small;"><span style="font-size: x-small;"><br />
</span> </span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: small;"><strong>ประโยชน์ของโปสเตอร์อาจมีหลายจุดประสงค์</strong></span><span style="font-size: x-small;"><br />
</span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: x-small;"> โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องมือในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เช่น งานดนตรี ภาพยนตร์ และในบางครั้งก็ผลิตมาเพื่อใช้ในการศึกษาหรือเป็นสื่อการสอน </span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: x-small;"> นอก จากนั้นโปสเตอร์ยังใช้ในการพิมพ์ภาพจิตรกรรมของศิลปินคนสำคัญๆหรือภาพถ่าย เพื่อใช้ในการตกแต่ง ซึ่งกลายมาเป็นศิลปะการค้าที่ทำรายได้ดีให้ทั้งพิพิธภัณฑ์และบริษัทการค้า หรือร้านทางอินเทอร์เน็ต เช่นภาพเขียนของ โคลด โมเนท์ หรือ เลโอนาร์โด ดา วินชี หรืองานของช่างภาพอเมริกัน โรเบิร์ต เมเปิลธอร์พ (Robert Mapplethorpe) </span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: x-small;"> งาน ศิลปะการสร้างโปสเตอร์เริ่มเมื่อราวคริสต์ศตวรรษ 1890 โดยจิตรกรชาวฝรั่งเศสและเผยแพร่ไปทั่วยุโรป ศิลปินคนสำคัญที่สุดที่ริเริ่มความนิยมในการสร้างโปสเตอร์ก็คือ อองรี เดอ ทูลูส-โลเทรค และ จูลส์ เชเรท์ (Jules Chéret) </span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong><em> </em></strong><strong><em>จูลส์ เชเรท์</em></strong> ถือกันว่าเป็นบิดาแห่งการโฆษณาด้วยป้าย คนส่วนใหญ่ที่สะสมโปสเตอร์ และโปสเตอร์ที่มีชื่อเสียง นักสะสมโปสเตอร์จะเก็บโปสเตอร์เก่าโดยมักจะใส่กรอบรูปและมีแผ่นรองหลังอย่าง ดี ขนาดโปสเตอร์ที่นิยมกันโดยทั่วไปอยู่ที่ <strong><span style="color: #990000;">24&#215;35 นิ้ว</span></strong> แต่โปสเตอร์ก็มีหลายขนาดหลากหลาย และโปสเตอร์ขนาดเล็กที่มีไว้โฆษณาจะเรียกว่า </span><span style="color: #000099;"><strong>แฮนด์บิลล์ หรือ &#8220;ใบปลิว&#8221; (flyer)</strong></span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #cc0000; font-family: arial;"><span style="font-size: x-small;"><span style="color: #000099;"><strong><br />
</strong></span> </span></span></p>
<p><span style="font-size: 78%; font-family: verdana;"><span style="font-size: 130%; color: #cc0000;"><strong><span style="font-size: medium;">องค์ประกอบของภาพโปสเตอร์โฆษณา</span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: 78%;"><strong><span style="color: #000099; font-family: Verdana;"><span style="font-size: x-small;">1. รูปภาพ(Picture)<br />
2. พาดหัว (Headline)<br />
3. พาดหัวรอง (Sub headline)<br />
4. ข้อความบอกรายละเอียด (Body text)<br />
5. ข้อความพิสูจน์กล่าวอ้าง (Proof)<br />
6. ข้อความปิดท้าย (Closing)<br />
7. ผู้พิมพ์และโฆษณา (Publishers)</span></span></strong></span></p>
<p><strong><span style="font-size: 78%; color: #000099; font-family: Verdana;"><span style="font-size: x-small;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</span></span></strong></p>
<p><strong><span style="font-size: 78%; color: #000099; font-family: Verdana;"><span style="font-size: x-small;"><br />
</span></span></strong></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #000099; font-family: verdana;"><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #000000;">1. รูปภาพ (Picture)</span></strong><br />
</span><span style="font-size: x-small;">รูปภาพมีบทบาทและความสำคัญของการสื่อความหมายด้วยภาพมาก ซึ่งสามารถจำแนกข้อเด่นได้ดังนี้ </span></span><span style="font-size: 85%; color: #000099; font-family: verdana;"><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-size: x-small;">- สะดุดตา<br />
- น่าสนใจ<br />
- สื่อความหมาย<br />
- ประทับใจ</span></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #000000;">2.พาดหัว (Headline)</span><br />
</strong><span style="font-size: x-small;">ใน การเขียนข้อความโฆษณา จำเป็นจะต้องมีพาดหัวเสมอเพราะพาดหัวเป็นส่วนที่เด่นที่สุดในประเภทของข้อ ความโฆษณา มีไว้เพื่อให้สะดุดตาสะดุดใจชวนให้ติดตามอ่านเรื่องราวต่อไป ลักษณะของพาดหัวที่ดี ควรจะมีขนาดตัวอักษรโตหรือเด่น เป็นข้อความที่สั้น กะทัดรัด ชวนให้น่าคดหรือน่าติดตามอ่านต่อไป<br />
</span><br />
</span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #000000;">3. พาดหัวรอง (Subheadline or Subcaption)</span><br />
</strong></span><span style="font-size: x-small;">คือ ข้อความที่มีขนาดและความสำคัญรองลงมาจากพาดหัว หรือในกรณีที่พาดหัวเป็นประโยคยาว ๆ ทำให้ไม่เด่นไม่สะดุดตา อาจจะตัดทอนตอนใดตอนหนึ่งลงมาให้เป็นพาดหัวรองก็ได้ โดยลดให้ตัวอักษรมีขนาดรองลงมาจากพาดหัว ถ้าเป็นพาดหัวประเภทอยากรู้อยากเห็นหรือแบบฉงน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านสนเท่ห์หรือประหลาดใจ อาจจะต้องใช้พาดหัวรองทำหน้าที่ขยายความจากพาดหัวให้เข้าใจเพิ่มขึ้น</span></p>
<p><span style="font-size: 85%; color: #000099; font-family: verdana;"> </span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #000000;">4. ข้อความบอกรายละเอียด (ฺBody text)</span></strong><br />
</span><span style="font-size: x-small;">สำหรับ สินค้าใหม่ที่ประชาชนยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจประโยชน์ว่าใช้ทำอะไร ใช้อย่างไร หรือรู้จักแล้วแต่การโฆษณาต้องการเน้นให้ถึงประโยชน์เพื่อการจูงใจซื้อ จึงควรชี้ให้เห็นว่าสินค้านี้ให้ประโยชน์คุ้มค่าอย่างไร แต่ถ้าเป็นสินค้าที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป อาจจะไม่จำเป็นต้องเน้นประโยชน์ก็ได้ เพื่อให้พื้นที่โฆษณาดูโปร่งตา ไม่รกไปด้วยข้อความ ซึ่งจะดูดีกว่าโฆษณาที่แน่นไปทั้งภาพด้วยเรื่องราวต่างๆ เต็มพื้นที่<br />
ประโยชน์ อื่น ๆ หรือรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า ถ้าสินค้ามีคุณสมบัติพิเศษ หรือมีประโยชน์เหนือกว่าสินค้าธรรมดาโดยทั่วไป การเขียนข้อความโฆษณาจึงควรมีรายละเอียดส่วนนี้ไว้ด้วย เพื่อช่วยสร้างความสนใจเป็นพิเศษแก่ผู้อ่าน เช่น เครื่องดูดฝุ่น นอกจากใช้ดูดฝุ่นแล้วยังสามารถใช้เป่าลมได้อีกด้วย</span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;"><span style="font-size: small;">5. ข้อความพิสูจน์ข้ออ้าง (Proof)</span><br />
</span></strong><span style="font-size: x-small;">ข้อความส่วนนี้มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อถือ หรือช่วยให้เกิดความมั่นใจ ในสินค้า โดยมักจะอ้างอิงบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้ตั้งแต่บุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่ใช้สินค้าหรือบริการ แต่ถ้าเป็นดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดีในสังคม ก็จะได้รับความสนใจและได้รับความเชื่อถือเป็นพิเศษโดยเฉพาะคนเด่นคนดังใน สาขาอาชีพนั้นๆ เช่น นักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับชาติ หรือระดับโลก โฆษณาสินค้าที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนั้นๆ ผู้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับอาหารการกิน แนะนำเรื่องอาหารหรือเกี่ยวกับอาหาร<br />
</span><br />
<strong><span style="color: #000000;"><span style="font-size: small;">6. ข้อความลงท้าย (Closing)</span></span></strong><br />
<span style="font-size: x-small;">เป็น</span><span style="font-size: 85%; color: #000099; font-family: verdana;"><span style="font-size: x-small;">ข้อความ</span></span><span style="font-size: x-small;">จบโฆษณา โดยสรุปให้ทราบว่า ผู้อ่านควรจะทำอย่างไร เช่นให้ตัดสินใจซื้อ ซื้อได้ที่ไหน ซื้อโดยวิธีใด ใคนเป็นผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย และคำขวัญ ก็เป็นที่นิยมในส่วนข้อความปิดท้าย เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-size: x-small;"><br />
</span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;"><span style="font-size: small;">7. ผู้รับผิดชอบหรือผู้พิมพ์และโฆษณา (Publishers)</span></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #000000;"><span style="font-size: small;"><br />
</span></span></strong></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: xx-small;"><span style="font-family: arial;"><span style="font-size: 85%;"><span style="font-size: xx-small;"><span style="font-size: 180%; color: #000099;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</span></span></span></span></span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ปรับปรุงจาก&#8230;&#8230;..“โครงร่างข้อความโฆษณา” โดย อ.สุดเขต หนูรอด<br />
</span><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://www.thaigoodview.com%2Flibrary%2Fcontest2551%2Ftech04%2F59%2Fadvertising%2Fcredit.html"><span style="font-size: 78%; font-family: verdana;"><strong><span style="color: #940f04; font-size: xx-small;">http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/59/advertising/credit.html</span></strong></span></a></p>
<p><span style="font-family: arial;"><span style="font-size: 85%;"><span style="font-size: xx-small;"><span style="font-size: 180%; color: #000099;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</span><br />
</span></span></span><span style="font-size: 100%; color: #000000;"><span style="font-family: arial;"><span style="font-size: small;"><span style="font-size: 85%;"><strong> </strong></span></span></span></span></p>
<p><span style="font-size: 100%; color: #000000;"><span style="font-family: arial;"><span style="font-size: small;"><span style="font-size: 85%;"><strong>ข้อมูลในการผลิตงานพิมพ์โปสเตอร์</strong><br />
เก็บมาจาก : <span style="color: #000066;">http://www.supremeprint.net/index.php?lay=show&amp;ac=article&amp;Id=538763136</span><br />
</span><br />
</span><strong>• รูปแบบและรายละเอียดของงานพิมพ์โปสเตอร์</strong><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-size: 85%;">งานพิมพ์โปสเตอร์จะมีรูปร่างเป็นกระดาษแผ่นเดียว กระดาษที่ใช้ไม่หนามาก การพิมพ์บนโปสเตอร์จะมีที่พิมพ์เพียงด้านเดียว</span></span></span></span></p>
<p><strong><span style="font-family: arial;">• ขนาดของงานพิมพ์โปสเตอร์ขนาด<br />
</span></strong><span style="font-family: arial;"><span style="font-size: small;"><span style="font-size: 85%;"><strong>15”x 21”, 10.25”x 15” , 17”x 23.5”(A2), 11.75”x 17”(A3), 8.25”x 11.75”(A4)<br />
</strong>สำหรับขนาดอื่นที่มิได้กล่าวไว้ อาจทำให้มีการเสียเศษแผ่นพิมพ์</span></span></span></p>
<p><strong>• กระดาษที่ใช้สำหรับงานพิมพ์โปสเตอร์</strong><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-size: 85%;">กระดาษปอนด์ 100 แกรมขึ้นไปกระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 120 แกรมขึ้นไป<br />
</span><br />
</span><strong>• การพิมพ์และตกแต่งผิวบนของงานพิมพ์โปสเตอร์</strong><br />
<span style="font-size: 85%;"><span style="font-size: x-small;">มี การพิมพ์โปสเตอร์แบบ 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า จะใช้แม่สี 4 สี (CMYK) หรือสีพิเศษก็ได้ มักพิมพ์ด้วยระบบออฟเซ็ท ระบบอิ้งค์เจ็ทหรือระบบดิจิตอลพิมพ์หน้าเดียวสามารถพิมพ์โปสเตอร์เคลือบ UV เคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน เคลือบ Spot UV ปั๊มนูน (Embossing) ปั๊มทองหรือฟิล์ม/ฟอยล์สีต่าง ๆ (Hot Stamping)</span></span></p>
<p>Poster Link&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://www.internationalposter.com%2F" target="_blank"><strong><span style="color: #940f04; font-size: xx-small;">http://www.internationalposter.com/</span></strong></a><span style="font-size: xx-small;"> &#8230;.รวมงาน poster<br />
</span><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://www.posterpage.ch%2Fexhib%2Fex142djp%2Fex142djp.htm"><strong><span style="color: #940f04; font-size: xx-small;">http://www.posterpage.ch/exhib/ex142djp/ex142djp.htm</span></strong></a><span style="font-size: xx-small;"> &#8230;. student poster<br />
</span><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://www.allposters.com%2F"><strong><span style="color: #940f04; font-size: xx-small;">http://www.allposters.com/</span></strong></a><span style="font-size: xx-small;"> &#8230;.รวมโปสเตอร์ หลายชนิด หลากรูปแบบ มากกว่า 500,000 ชิ้น</span></p>
<p><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://www.impawards.com%2F"><strong><span style="color: #940f04; font-size: xx-small;">http://www.impawards.com/</span></strong></a><span style="font-size: xx-small;"> …โปสเตอร์หนังต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2000 &#8211; 2009<br />
</span><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://ffffound.com%2F"><strong><span style="color: #940f04; font-size: xx-small;">http://ffffound.com/</span></strong></a><span style="font-size: xx-small;"> &#8230;.รวมงานสร้างสรรค์ด้านภาพประกอบ เพื่อใช้ในงานโฆษณา<br />
</span><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://ryan.library.cmu.edu%2Ffmi%2Fxsl%2Fswiss7%2Ftour.xsl%3F-view"><strong><span style="color: #940f04; font-size: xx-small;">http://ryan.library.cmu.edu/fmi/xsl/swiss7/tour.xsl?-view</span></strong></a><span style="font-size: xx-small;"> &#8230;.รูปแบบของ Swiss Poster<br />
</span><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://www.flickr.com%2Fphotos%2F20745656%40N00%2Fsets%2F72157617966230965%2F"><span style="color: #940f04;"><span style="font-size: xx-small;"><strong>http://www.flickr.com/ph</strong><span style="color: #000000;">o</span><strong>tos/20745656@N00/sets/72157617966230965/</strong></span></span></a><span style="font-size: xx-small;"> &#8230;..ตัวอย่างงาน The International Typographic Style<br />
</span><a href="http://../../spaces/link.php?url=http://www.flickr.com%2Fphotos%2F20745656%40N00%2Fsets%2F72157618052021378%2F"><strong><span style="color: #940f04; font-size: xx-small;">http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/sets/72157618052021378/</span></strong></a><span style="font-size: xx-small;"> &#8230;.ตัวอย่างงานระบบตาราง</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/09/03/poster/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสาชัยชนะ (The Victory Column)</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/31/victory-column/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/31/victory-column/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 Aug 2009 12:41:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Symbols in the World]]></category>
		<category><![CDATA[Germany]]></category>
		<category><![CDATA[Johann Heinrich Strack]]></category>
		<category><![CDATA[Siegessäule]]></category>
		<category><![CDATA[Victory Column]]></category>
		<category><![CDATA[Wilhelm II]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยชนะ]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมนี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=252</guid>
		<description><![CDATA[“เสาชัยชนะ” หรือ “เสาชัยชนะแห่งเบอร์ลิน” ( Berlin Victory Column ) หากเรียกในภาษาเยอรมันก็คือ ซีกัสซอยเลอน์ (Siegessäule) นับเป็นเสาอนุสรณ์แห่งชัยชนะที่โด่งดัง และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“เสาชัยชนะ” หรือ “เสาชัยชนะแห่งเบอร์ลิน” ( Berlin Victory Column )</strong> หากเรียกในภาษาเยอรมันก็คือ <strong>ซีกัสซอยเลอน์ (Siegessäule)</strong> นับเป็นเสาอนุสรณ์แห่งชัยชนะที่โด่งดัง และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน มีความสูงทั้งหมดรวม 66.89 เมตร น้ำหนักประมาณ 5,000 ตัน ความสำคัญของเสาชัยชนะ ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของเยอรมันในอดีตเท่านั้น  แต่ยังมีความหมายในฐานะ จุดศูนย์กลางของสังคม เป็นจุดรวมของจิตใจ และตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนีปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_victory_column.jpg" border="0" alt="" /><br />
เสาชัยชนะ ศูนย์กลางของสังคมและศูนย์กลางแห่งจิตใจของชาวเยอรมัน</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_victory_column3.jpg" border="0" alt="" /><br />
จิตรกรรมโมเสกแสดงภาพเหตุการณ์สงครามทั้งสามครั้งบนผนังด้านล่างของตัวเสา</p>
<p style="text-align: left;">เสาชัยชนะสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1864 เมื่อครั้งที่ประเทศเยอรมนีปัจจุบันยังเป็น <strong>ราชอาณาจักรปรัสเซีย (Prussia Kingdom)</strong> โดยใช้เวลาในการสร้างเสาแห่งนี้นาน 9 ปี จึงแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1873  โดยมีพิธีเปิดเฉลิมฉลองเสาชัยชนะอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  2 กันยายน ค.ศ.1873 โดย<strong>จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Emperor Wilhelm II)</strong> โดยมีวัตถุประสงค์ให้เสาแห่งนี้ เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ทั้งสามครั้ง ที่กองทัพปรัสเซียสามารถมีชัยชนะเหนือเดนมาร์ก, ออสเตรีย และ ฝรั่งเศส  อันเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ราชอาณาจักรปรัสเซีย ไปสู่การรวมชาติเยอรมนีกับปรัสเซียเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น จักรวรรดิเยอรมัน (German Emperor) เมื่อปี ค.ศ.1871</p>
<p style="text-align: left;">ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว มีความสำคัญต่อจิตใจชาวเยอรมันในปัจจุบันมาก เพราะกว่าปรัสเซียจะรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับเยอรมันได้สำเร็จนั้น ต้องทำสงครามครั้งใหญ่กับมหาอำนาจทางทหารในสมัยนั้นถึงสามครั้ง ได้แก่<br />
<strong> &#8211;  สงครามดานิส – ปรัสเซียน (The Danish – Prussian War)</strong> เมื่อ ค.ศ.1864  ปรัสเซียมีชัยชนะเหนือเดนมาร์ก ทำสามารถช่วงชิงแคว้นชเลสวิก-โฮลสไตน์มาครอบครองตามสนธิสัญญาแกลสไตน์<br />
<strong>-  สงครามออสโตร – ปรัสเซียน (The Austro – Prussian War)</strong> เมื่อ ค.ศ.1866  เมื่อกองทัพปรัสเซียเข้าพิชิตถึงกรุงเวียนนา ทำให้ออสเตรียต้องยอมลงนามสงบศึกตามสนธิสัญญาปราก และหมดอำนาจเหนือปรัสเซียอย่างสิ้นเชิง<br />
<strong>-  สงครามฟรังโก – ปรัสเซียน (The Franco – Prussian War)</strong> เมื่อ ค.ศ.1871  ปรัสเซียมีชัยชนะเหนือฝรั่งเศส ทำให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ถูกขับออกจากบัลลังก์ ทำให้ปรัสเซียบรรลุเป้าหมายในการรวมเข้ากับแคว้นเยอรมนี จนกลายมาเป็น “จักรวรรดิเยอรมัน” ได้สำเร็จ</p>
<p style="text-align: left;">แต่เดิมนั้น  เสาชัยชนะตั้งอยู่ที่ <strong>คอนิกส ปลาซ์ (Königsplatz)</strong> หน้าพระราชวังกรุงเบอร์ลิน  ต่อมา ได้ย้ายไปตั้งใหม่ที่ <strong>เทียร์การ์เทน (Tiergarten)</strong> บริเวณวงเวียนกลางใจเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เสาชัยชนะที่มีอายุเก่าแก่ถึง 145 ปีล่วงมาแล้วนี้    ผ่านเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอรมันตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็น ราชอาณาจักรปรัสเซียไปสู่จักรวรรดิเยอรมัน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สาธารณรัฐไวมาร์ และสมัยนาซี กระทั่งกลายมาเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในปัจจุบัน  ผ่านช่วงของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเสาชัยชนะยังสามารถดำรงคงอยู่ถึงปัจจุบัน โดยไม่ได้ถูกทำลายหรือถูกรื้อถอนแต่ประการใด</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_victory_column2.jpg" border="0" alt="" /><br />
เสาชัยชนะ ( The Victory Column )ในยามราตรี กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี</p>
<p style="text-align: left;">ลักษณะของการสร้าง เสาชัยชนะ (The Victory Column) ถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษ  โดยการออกแบบของสถาปนิกคือ <strong>โจฮาน เฮนริก สแตรค (Johann Heinrich Strack)</strong> โดยสร้างฐานชั้นล่างเป็นแท่นหินแกรนิตแดงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุมทั้งสี่ด้าน แกะสลักภาพประติมากรรมนูนต่ำ ส่วนด้านบนเป็นโถงรูปทรงกลมสองชั้น วงกลมรอบนอกสร้างเป็นเสาล้อมรอบ วงกลมชั้นในเป็นส่วนล่างของตัวเสา โดยใช้หินแกรนิตแดงเป็นวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมด ทำให้เมื่อมองดูโดยรอบจะเห็นว่าเสาชัยชนะเป็นเสาในโทนน้ำตาลแดง   ลำต้นเสามีลักษณะเหมือนเซาะร่องในแนวตั้ง ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นเกิดจากการนำปืนใหญ่ที่ยึดจากศัตรูในสงครามใหญ่ทั้งสามครั้งมาประกอบสร้างขึ้นมา  โดยตัวเสาแบ่งเป็นวงแหวนสี่ชั้น แกะสลักลายด้วยสำริดเคลือบทองเป็นสี่วง  ซึ่งแต่เดิมที่สร้างเสานั้นมีเพียงสามชั้น (ตามเหตุการณ์สงครามทั้งสามครั้ง)  ต่อมา ในสมัยนาซี ฮิตเลอร์ได้สั่งให้มีการสร้างต่อเติมวงแหวนในชั้นที่สี่เพิ่มขึ้นมา เพื่อฉลองชัยต่อการยึดครองออสเตรียได้สำเร็จ เมื่อค.ศ.1938  ทำให้ในปัจจุบัน เสาชัยชนะจึงประกอบไปด้วยวงแหวนทั้งสี่ชั้น</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_victory_column4.jpg" border="0" alt="" /><br />
ภาพวาดเมื่อปีค.ศ.1900 แสดงที่ตั้งเดิมของเสาชัยชนะหน้าพระราชวังกรุงเบอร์ลิน<br />
(สังเกตให้ดีจะเห็นว่าวงแหวนบนตัวเสาเดิมมีเพียงสามวงเท่านั้น)</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">จุดเด่นที่สำคัญของเสาชัยชนะอีกประการหนึ่งก็คือ ความงดงามของจิตรกรรมด้วยโมเสกกระจกสีรอบๆ บริเวณฐานเสาวงกลมชั้นล่าง ซึ่งจำลองเหตุการณ์สงครามสำคัญทั้งสามครั้งที่เกิดขึ้นในอดีต ภาพจิตรกรรมโมเสกมีความสวยงามคล้ายกับ ภาพที่สร้างขึ้นจากสีน้ำมัน หรือสีเฟรสโก  แต่แท้จริงสร้างประกอบจากโมเสกทั้งสิ้น  โดยจิตรกรรมทั้งหมดนี้มาจากฝีมือฃองศิลปิน <strong>อันตอง ฟอน วอเนอร์ (Anton von Werner)</strong></p>
<p style="text-align: left;">นอกจากนี้ ตรงบริเวณส่วนฐานด้านล่าง ขุดสร้างออกเป็นอุโมงค์ลอดใต้ถนนจำนวนสี่ช่อง เป็นทางเท้าเชื่อมต่อกับพื้นถนนด้านนอกทั้งสี่ทิศ (อุโมงค์ลอดสร้างขึ้นเพิ่มเติมเมื่อ ค.ศ.1941) บริเวณด้านในของเสาเป็นโพรงกลวง สามารถไต่ปีนขึ้นสู่ด้านบนได้ด้วยบันไดวนทั้งหมด 285 ขั้น และเมื่อขึ้นชั้นสูงสุดด้านบน จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบกรุงเบอร์ลินได้อย่างชัดเจน</p>
<p style="text-align: left;">เอกลักษณ์สุดท้ายของเสาชัยชนะแห่งนี้ก็คือ ประติมากรรมสำริดเคลือบทองที่อยู่เบื้องบนเสา เป็นรูปของ<strong>เทพีวิคตอเรีย (Goddess Victoria) หรือ เทพีแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory)</strong> ตามตำนานเทพปกรณัมโรมัน (เป็นองค์เดียวกับ <strong>“เทพีไนค์” (Goddess Nike) </strong>หรือ <strong>“ไนกี้”</strong> ของกรีก) ประติมากรรมมีขนาดความสูง 8.3 เมตร น้ำหนัก 35 ตัน ปั้นโดยประติมากร <strong>เฟรนดิค ดราเก้ ( Friedrich Drake)</strong> ประดิษฐานอยู่บนยอดเสาในท่วงท่าประทับยืน ก้าวเท้าไปเบื้องหน้าเล็กน้อย สวมชุดคลุมยาวแบบกรีกโบราณ ด้านหลังแผ่สยายด้วยปีกทั้งสองข้าง พระเศียรสวมมาลารูปนกอินทรี พระหัตถ์ขวายื่นชูไปเบื้องหน้าด้วยวงมงกุฏช่อมะกอก ที่เป็นสัญลักษณ์ของการสวมใส่ให้แก่ผู้ชนะ พระหัตถ์ซ้ายถือคฑาศักดิ์สิทธิ์  ด้วยความสวยงามของประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะที่สอดคล้องกับความหมายของเสาที่จัดสร้างขึ้น ทำให้เสาชัยชนะมีความสมบูรณ์ และสามารถมองเห็นได้เด่นชัดแต่ไกล</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_goddess_of_victory.jpg" border="0" alt="" width="333" height="500" /><br />
ประติมากรรมรูปเทพีแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory)</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">แม้ว่าเสาชัยชนะจะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำกรุงเบอร์ลิน แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เสาแห่งนี้เป็นการเชิดชูสงคราม และยกย่องชาติพันธุ์ของตนเองเหนือชนชาติอื่นๆ  อีกทั้งยังมีผู้มองว่า เสาชัยชนะเป็นส่วนหนึ่งของมรดกของนาซีที่หลงเหลืออยู่  แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เสาชัยชนะคือศูนย์รวมจิตใจ และความภาคภูมิใจที่ประวัติศาสตร์เยอรมันต้องจารึกไว้ และรัฐบาลมักใช้เสาแห่งนี้สำหรับจัดพิธีสำคัญๆ อาทิเช่น เมื่อไม่นานมานี้ วันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.2008 ได้มีการจัดสถานที่แห่งนี้สำหรับเป็นที่กล่าวสุนทรพจน์ของ<strong>บารัค โอบามา</strong> ในช่วงระหว่างการรณรงค์หาเสียงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยโอบาม่าได้ยืนกล่าวสุนทรพจน์อยู่เบื้องหน้าเสาชัยชนะแห่งนี้ และทำให้ภาพของเสาชัยชนะแพร่ภาพออกไปทั่วโลกเช่นกัน  ในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ของโอบามานั้นได้กล่าวไว้ว่า</p>
<p style="text-align: left;"><strong>“…ด้วยสายตาที่ยังต้องมองไปยังอนาคตในวันหน้า  ปัญหาทุกๆ สิ่ง เราจะต้องแก้ไขด้วยตัวของเราเอง ชักนำให้เรายังต้องจดจำในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับที่เราต้องหาคำตอบให้กับโชคชะตาของเราเอง เพื่อร่วมกันสร้างโลกใหม่ใบนี้ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง…”</strong><br />
และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของความสำคัญของเสาชัยชนะ สัญลักษณ์ที่ชาวเยอรมันทุกคนไม่อาจปฎิเสธ</p>
<hr /><strong>31 August 2009<br />
</strong>เรื่องก่อนหน้า <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/107-marcus-aurelius-column">เสามาร์คุส ออเรลิอุส</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/101-trajan-column">เสาทราจัน</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/96-holy-trinity-column-in-olomouc">เสาพระตรีเอกภาพ</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/87-ashoka-pillar">เสาอโศก</a> ::  <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/80-black-obelisk">เสาโอเบอลิสก์ดำ</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/76-obelisk">เสาโอเบอลิสก์</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/75-devil-pole">เสาปีศาจ</a> :: <strong><a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/72-totem-pole">เสาโทเทม</a></strong></p>
<p>ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น<br />
หนังสือ <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/36-book-art-ed/48-108-chinese-symbol">108 สัญญลักษณ์จีน</a>, <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/36-book-art-ed/61-chinese-art">ศิลปะจีนสมัยใหม่</a>, <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/36-book-art-ed/60-field-guide-to-luck">มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK)</a> ฯลฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/31/victory-column/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius&#8217;s Column)</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/marcus-aurelius-column/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/marcus-aurelius-column/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 07:59:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Symbols in the World]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=247</guid>
		<description><![CDATA[ณ มหานครแห่งโรมในปัจจุบัน ตัวอย่างประจักษ์พยานถึงความเรืองโรจน์ของอาณาจักรโรมัน ปรากฏบนผลงานสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่มากมาย “เสาแห่งชัยชนะ” (Triumphal Column)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/20090825_marcus_column.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p style="text-align: left;">ณ มหานครแห่งโรมในปัจจุบัน  ตัวอย่างประจักษ์พยานถึงความเรืองโรจน์ของอาณาจักรโรมัน ปรากฏบนผลงานสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่มากมาย  <strong>“เสาแห่งชัยชนะ” (Triumphal Column)</strong> คือหนึ่งในสัญลักษณ์อันอหังการของโรมัน ที่ประกาศก้องต่อสายตาชาวโลกให้ได้รับรู้ถึง แสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่แห่งโรมัน เมื่อสองพันปีล่วงมาแล้ว และยังยั่งยืนยงมาตราบถึงวันนี้  ส่วนใหญ่แล้ว <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/101-trajan-column"><strong>“เสาทราจัน” (Trajan&#8217;s Column)</strong></a> มักเป็นเสาแห่งชัยชนะที่มีคนรู้จัก และจดจำได้มากที่สุด เพราะเป็นเสาแห่งชัยชนะแห่งแรกสุดที่มีการสร้างมาในอดีตกาล  แต่กระนั้น ในประวัติศาสตร์ศิลปะของโรมันช่วงความรุ่งเรืองในสมัยจักรวรรดิ ยังมีการสร้างเสาแห่งชัยชนะอีกสองแห่ง นั่นก็คือ <strong>เสาอันโตนินุส ปิอุส (Antoninus  Pius&#8217;s  Column) </strong>และ <strong>เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus  Aurelius&#8217;s  Column)</strong> ต่างกันตรงที่ว่า ณ ปัจจุบัน  “เสาอันโตนินุส ปิอุส” ได้พังทลายหักโค่นลงไปแล้ว คงเหลือแต่เพียง “เสามาร์คุส ออเรลิอุส” เท่านั้น ที่ยังคงตั้งตระหง่านจนถึงวันนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/20090825_marcus_column2.jpg" border="0" alt="" /><br />
เสามาร์คุส ออเรลิอุส หน้าจัตุรัสโคลอนนา ( Piazza Colonna ) กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: left;">“เสามาร์คุส  ออเรลิอุส” คือ เสาสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของ <strong>จักรพรรดิมาร์คุส  ออเรลิอุส (Emperor Marcus Aurelius)</strong> แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสัญลักษณ์แห่งแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ของกองทัพจักรวรรดิโรมัน ที่มีชัยชนะเหนือแว่นแคว้นแห่งชนเผ่าอนารยชน ก่อสร้างขึ้นโดยพระบัญชาของ<strong>จักรพรรดิคอมโมดุส(Emperor Commodus)</strong> ผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์  โดยใช้ต้นแบบตามแบบอย่างของเสาทราจันในอดีต  สันนิษฐานว่า “เสามาร์คุส  ออเรลิอุส” อาจดำเนินการเริ่มต้นสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.180 แต่แล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อปี ค.ศ.193</p>
<p style="text-align: left;">จักรพรรดิมาร์คุส  ออเรลิอุส (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ.161 – 180) เป็นหนึ่งในห้าจักรพรรดิที่ทำให้จักรวรรดิโรมันก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ทางทหาร และแผ่แสนยานุภาพกว้างไกลออกไปสู่แว่นแคว้นต่างๆ  ทำให้โรมันเป็นมหาอาณาจักรที่เข้มแข็ง และเป็นที่ครั่นคร้ามต่อชนเผ่าต่างๆ รอบดินแดนทั่วทวีปยุโรปในสมัยนั้น  ห้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจักรวรรดิประกอบไปด้วย <strong>จักรพรรดิเนอร์วา,  ทราจัน , ฮาเดรียน, อันโตนินุส ปิอุส </strong>และ <strong>มาร์คุส  ออเรลิอุส</strong> ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของจักรวรรดิโรมัน และเป็นจักรพรรดิทั้งห้าพระองค์ที่ชาวโรมันรักเคารพ และเทิดทูนมากยิ่งกว่าสมัยใดๆ</p>
<p style="text-align: left;">เสามาร์คุส  ออเรลิอุส ตั้งอยู่ ณ ใจกลาง<strong>จัตุรัสโคลอนนา (Piazza Colonna)</strong> เดิมทีนั้น บริเวณที่ตั้งเดิมของ เสามาร์คุส  ออเรลิอุส อยู่ทางทิศเหนือของบริเวณ ลานมาร์ติอุส  ตั้งอยู่กึ่งกลางของ<strong>วิหารฮาเดียเนอุม </strong>กับ<strong>วิหารมาร์คุส  ออเรลิอุส</strong> ลักษณะของเสามาร์คุส  ออเรลิอุสนั้นเป็นแท่งเสาเกลียวทรงกลม ความสูง 29.60 เมตร  บนฐานสี่เหลี่ยมซึ่งสูงกว่า 10 เมตร  ดังนั้น หากรวมความสูงทั้งหมดตั้งแต่ส่วนฐานด้านล่างไปจนถึงยอดปลายเสา จะมีความสูงเท่ากับ 41.95  เมตร (ซึ่งสูงกว่าเสาทราจันเสียอีก)  ลำต้นเสามาร์คุส ออเรลิอุสสร้างขึ้นจากหินอ่อนคาร์ราราขนาดใหญ่จำนวน 28 ก้อน ต่อประกอบเข้าด้วยกันเป็นแท่งเสา เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร ภายในด้านในของตัวเสาเป็นโพรงเสากลวง ด้านในสร้างเป็นบันไดเหล็กเวียนเป็นรูปทรงกลมจากด้านล่างสู่ด้านบนประมาณ 190-200 ขั้นบันได</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/20090825_marcus_column3.jpg" border="0" alt="" /><br />
ภาพประติมากรรมแสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/20090825_marcus_column4.jpg" border="0" alt="" /><br />
ประติมากรรมรอบเกลียวเสามาร์คุส ออเรลิอุส</p>
<p style="text-align: left;">แม้ว่า เมื่อมองดูแต่ผิวเผินแล้ว อาจมองเห็นว่าเสามาร์คุส  ออเรลิอุสมีความคล้ายคลึงกับเสาทราจันมาก  แต่แท้จริงแล้วกลับมีลักษณะที่แตกต่างกันหลายประเด็น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนภาพประติมากรรมรอบๆ เสา  เพราะในขณะที่เสาทราจันมีเนื้อหาภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์<strong>สงครามดาเชี่ยน</strong> งานแกะสลักประติมากรรมมีรายละเอียดเกี่ยวกับ กลยุทธ และการสู้รบกลางสมรภูมิ  แต่สำหรับเสามาร์คุส  ออเรลิอุสนั้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ตรงที่เนื้อหาบนภาพแกะสลักประติมากรรมบนเสาจะมีการแสดงออกทางอารมณ์มากกว่า โดยเฉพาะสีหน้า และอากัปกิริยาของบุคคลต่างๆ ที่ดูแล้วเกิดความหดหู่ และสะทกสะท้อนใจ อาทิ การร่ำไห้ การหวีดร้อง และการคร่ำครวญ  ภาพหลายภาพมีความน่ากลัว และแสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม การทารุณกรรม การเข่นฆ่า และฉากการประหารชีวิต   อีกทั้งในส่วนความลึกของประติมากรรมของภาพจะมากเป็นพิเศษ  ดังนั้น ภาพตัวคนกับฉากหลังจะเกิดมิติ ระยะ และความตื้นลึก เช่นเดียวกับที่ภาพต่างๆ เหล่านี้เมื่อกระทบกับแสงแดด จะบังเกิดเป็นแสง-เงาที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน</p>
<p style="text-align: left;">เสามาร์คุส  ออเรลิอุส เล่าบรรยายถึงเหตุการณ์การทำสงครามระหว่างกองทัพโรมันภายใต้การนำทัพโดยจักรพรรดิมาร์คุส  ออเรลิอุส กับ<strong>ชนเผ่ามาร์โคมานน์ ชนเผ่าเกาดิ </strong>และ <strong>ชนเผ่าซาร์มาเธียน</strong> โดยแบ่งการแกะสลักประติมากรรมเกลียวรอบเสาเป็นสองส่วน ครึ่งแรกของเสาตั้งแต่ส่วนฐานถึงส่วนกึ่งกลาง เป็นการบรรยายถึงเหตุการณ์สงครามกับแคว้นชนเผ่ามาร์โคมานน์ และชนเผ่าเกาดิ ในระหว่างปีค.ศ.172 – 173  และในส่วนครึ่งหลังตั้งแต่กลางเสาไปจนถึงยอดเสาด้านบนเป็นเหตุการณ์สงคราม กับแคว้นชนเผ่าซาร์มาเธียน ในระหว่างปีค.ศ.174 – 175   ดังนั้น  ภาพประติมากรรมต่างๆ บนเสาเกลียวมาร์คุส ออเรลิอุส แท้จริงแล้วนั้นก็เปรียบเสมือนดั่งการประกาศถึงความชอบธรรมของโรมัน ที่ทำสงครามอย่างโหดเหี้ยมทารุณกับชนชาติศัตรูที่อ่อนแอกว่า  ไม่แตกต่างอะไรกับการโฆษณาชวนเชื่อในปัจจุบัน  ที่มองตนเองว่าเป็นฝ่ายถูกต้องแต่เพียงด้านเดียว</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/20090825_marcus_column5.jpg" border="0" alt="" /><br />
ภาพทั้งหมดของเสามาร์คุส ออเรลิอุส</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/20090825_marcus_column6.jpg" border="0" alt="" /><br />
นักบุญปอล(St.Paul)บนหัวเสา</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป หลังอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ล่มสลาย  ในสมัยกลางของยุโรป (Middle Age) ยังได้เกิดเทศกาลประจำปีในการปีนเสามาร์คุส ออเรลิอุส  แต่ทว่า เทศกาลดังกล่าวได้ยกเลิกไปแล้วในปัจจุบัน  นอกจากนี้ บริเวณส่วนยอดด้านบนสุดของเสามาร์คุส ออเรลิอุสแต่เดิมนั้นเป็นประติมากรรมรูปเหมือนของ จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส  จนกระทั่งเมื่อถึงสมัยกลาง รูปประติมากรรมนี้ได้สูญหายไป  กระทั่งถึงเมื่อปีค.ศ.1589 <strong>พระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 ( Pope Sixtus V)</strong> จึงได้ทรงให้สร้างประติมากรรมสำริด <strong>“นักบุญปอล” (St.Paul)</strong> ไปประดิษฐานไว้แทนที่บนยอดด้านบนหัวเสามาตราบถึงทุกวันนี้</p>
<p style="text-align: left;">ดังนั้น  เสามาร์คุส ออเรลิอุส จึงมีคุณค่าเสมือนหนึ่งการจำลองประวัติศาสตร์แห่งโรมันให้มีชีวิต ด้วยงานประติมากรรมรอบเสาเกลียว เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจขององค์จักรพรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส ที่ได้สืบทอดสู่อนุชนรุ่นหลังให้ได้เรียนรู้ศึกษา  และเป็นเสาชัยชนะแห่งโรมันที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน เป็นเสาที่สอง รองจากเสาทราจัน  และยังเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งใจกลางของกรุงโรม ประเทศอิตาลีปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: left;">
<hr /><strong>25 August 2009<br />
</strong>เรื่องก่อนหน้า <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/101-trajan-column">เสาทราจัน</a> :: <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/96-holy-trinity-column-in-olomouc">เสาพระตรีเอกภาพ</a> :: <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/87-ashoka-pillar">เสาอโศก</a> ::  <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/80-black-obelisk">เสาโอเบอลิสก์ดำ</a> :: <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/76-obelisk">เสาโอเบอลิสก์</a> :: <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/75-devil-pole">เสาปีศาจ</a> :: <strong><a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/72-totem-pole">เสาโทเทม</a></strong></p>
<p>ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น<br />
หนังสือ <a href="/web/all-arted/36-book-art-ed/48-108-chinese-symbol">108 สัญญลักษณ์จีน</a>, <a href="/web/all-arted/36-book-art-ed/61-chinese-art">ศิลปะจีนสมัยใหม่</a>, <a href="/web/all-arted/36-book-art-ed/60-field-guide-to-luck">มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK)</a> ฯลฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/marcus-aurelius-column/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปกนิตยสาร : (กรณีศึกษา นิตยสาร COSMOPOLITAN)</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/magazine-cover/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/magazine-cover/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 07:54:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommended]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=245</guid>
		<description><![CDATA[ปกนิตยสาร : (กรณีศึกษา นิตยสาร COSMOPOLITAN)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/2009/20090806_cosmo4.jpg" border="0" alt="Cosmopolitan Magazine cover" /></p>
<p align="left"><span style="color: #000099;"><strong>1. Masthead :<br />
</strong></span>หัว หนังสือนิตยสารต้องโดดเด่นสะดุดตา สร้างความจดจำให้กับกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอันดับแรกที่มองเห็น ใช้มีการใช้ฟอนต์ที่สร้างสรรค์เป็นพิเศษ เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับนิตยสาร และเมื่อหัวหนังสือไปปรากฏอยู่ภายในเล่ม  ก็จะทำหน้าที่เป็นโลโก้ไปในตัวด้วย</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">2. Selling line :</span></strong><br />
สโลแกน แนวคิด หรือปรัชญาของหนังสือ เป็นคำสั้นๆ กระชับ เพื่อประกอบหัวหนังสือ  ช่วยขยายความคิด หรือเน้นให้หัวหนังสือแสดงจุดขายได้ชัดเจนขึ้น</p>
<p align="left"><strong><span style="color: #000099;">3. Date line :</span></strong><br />
วัน-เดือน-ปี / ปีที่/ เล่มที่ &#8230;..แสดงกำหนดวันออกของนิตยสาร ปกติแล้วนิตยสารโดยทั่วไปมักจะวางแผงหนังสือก่อนกำหนดประมาณ 1 อาทิตย์</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">4. Main image :</span></strong><br />
เป็นภาพที่โดดเด่นที่สุด เรียกร้องความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด และต้องเป็นภาพที่สอดคล้องกับเนื้อหาภายในเล่ม</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">5. Cover lines :</span></strong><br />
เนื้อหา ที่น่าสนใจภายในฉบับ มีขนาดใหญ่พอสมควร อาจกินพื้นที่หน้าปกถึง ¼  มีการจัดวางไว้รอบๆ Main image แต่ไม่เด่นกว่า  Cover lines ที่ยาวเกินขนาดและและมีสีสันหลากหลายเกินไป อีกทั้งยังพาดผ่านทับไปบน Main image อาจทำให้ตัวอักษรอ่านยาก  ซึ่งมักเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับนักออกแบบมือใหม่ได้บ่อยๆ</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">6. Main cover line :</span></strong><br />
เรื่อง เด่นประจำฉบับ มักใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่มาก อาจกินพื้นที่หน้าปกถึง ¼  มีสีเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องเด่นตามแนวปรัชญาของนิตยสาร อีกทั้งยังสอดคล้องกับภาพ Main image</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">7. Left third :</span></strong><br />
1/3 ของพื้นที่ด้านซ้ายมือของนิตยสาร คือพื้นที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับการขายนิตยสาร ในจังหวะที่นิตยสารต้องถูกวางซ้อนทับกับบนแผงหนังสือ ก็จะโผล่ออกมาให้เห็นได้เฉพาะขอบด้ายซ้ายเพียงส่วนเดียว นักอกแบบจะต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ด้านซ้ายมือนี้เป็นพิเศษ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายจดจำได้ถึงลักษณะเฉพาะของนิตยสาร เช่น จุดเริ่มต้นของหัวหนังสือ, สโลแกน หรือรูปแบบการจัด Cover lines</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">8. Bar code :</span></strong><br />
สัญลักษณ์มาตรฐานสำหรับการจัดจำหน่าย</p>
<p align="left">
<p align="left"><a href="/spaces/space.php?uid=131&amp;do=blog&amp;id=31"><img src="/arted/uc_server/avatar.php?uid=131&amp;size=small&amp;type=virtual" border="0" alt="" width="48" height="48" /></a><br />
บทความโดย <strong>noontoon (2) มนูญ ไชยสมบูรณ์</strong><br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร<br />
6 August 2009</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/magazine-cover/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>International Typographic Style</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/international-typographic-style/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/international-typographic-style/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 07:50:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommended]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=241</guid>
		<description><![CDATA[ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นักออกแบบจากสถาบันเบาว์เฮ้าส์หลายคนลี้ภัยจากประเทศเยอรมันนีไปยังประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ได้นำหลักการออกแบบตัวอักษร และงานพิมพ์แพร่เข้าไปในโลกแห่งวัฒนธรรมใหม่ จนกลายเป็นสวิสสไตล์ (Swiss Style)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/2009/20090728_its.gif" border="0" alt="" /></p>
<p>ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นักออกแบบจากสถาบันเบาว์เฮ้าส์หลายคนลี้ภัยจากประเทศเยอรมันนีไปยังประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ได้นำหลักการออกแบบตัวอักษร และงานพิมพ์แพร่เข้าไปในโลกแห่งวัฒนธรรมใหม่ จนกลายเป็นสวิสสไตล์ (Swiss Style) มีการออกแบบสร้างสรรค์ และจัดตัวพิมพ์ที่มีรูปแบบสากล (The International Typographic Style)<br />
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธุรกิจระหว่างประเทศแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศมากขึ้นเป็นเงาตามตัว มีการใช้งานออกแบบและสื่อสิ่งพิมพ์มาสนับสนุนและส่งเสริมการค้าขายมากขึ้น</p>
<p>เพื่อ ไม่ให้เกิดความหลากหลายผิดรูปแบบมากเกินไป นักออกแบบชาวสวิสจึงสร้างระบบตาราง(Grid System) ขึ้นมาใช้เป็นตัวกำกับการออกแบบสิ่งพิมพ์ ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และเรขาคณิต แบ่งพื้นที่หน้ากระดาษออกเป็นส่วนๆ โดยมีระบบตารางเป็นตัวกำกับ</p>
<ul>
<li>ระบบตารางที่มีรูปแบบสากลนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแบ่งหน้ากระดาษให้เป็น สัดส่วน มีพื้นที่ในการวางภาพประกอบและตัวพิมพ์มากขึ้น มีการจัดตัวพิมพ์แบบชิดซ้าย/ปล่อยขวา ใช้ตัวพิมพืแบบไม่มี Serif ทำให้ได้แบบของสิ่งพิมพ์ที่ดูแล้วมีความผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวอีกทั้งยัง ทำให้อ่านได้ง่ายขึ้นตัวอย่างงาน International Typographic Style</li>
</ul>
<p><a href="http://rada1527.blogspot.com/2008/11/international-typographic-style.html" target="_blank"><strong><span style="color: #669922; font-size: xx-small;">http://rada1527.blogspot.com/2008/11/international-typographic-style.html</span></strong></a><br />
<a href="http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/show/with/239929265/" target="_blank"><strong><span style="color: #669922;"><span style="font-size: xx-small;">http://www.flickr.com/photos/20745656@N00/show/with/239929265</span>/</span></strong></a> <strong></strong></p>
<p><a href="../../spaces/link.php?url=http://www.flickr.com%2Fphotos%2F65157541%40N00%2Fsets%2F72157621429178991%2Fshow%2Fwith%2F3726041811%2F" target="_blank"><strong><span style="color: #669922; font-size: xx-small;">http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429178991/show/with/3726041811/</span></strong></a><br />
<a href="../../spaces/link.php?url=http://www.flickr.com%2Fphotos%2F65157541%40N00%2Fsets%2F72157621429453547%2Fshow%2Fwith%2F3726047169%2F" target="_blank"><strong><span style="color: #669922; font-size: xx-small;">http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429453547/show/with/3726047169/</span></strong></a><br />
<a href="../../spaces/link.php?url=http://www.flickr.com%2Fphotos%2F65157541%40N00%2Fsets%2F72157621429527793%2Fshow%2Fwith%2F3726043197%2F" target="_blank"><strong><span style="color: #669922; font-size: xx-small;">http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429527793/show/with/3726043197/</span></strong></a><br />
<a href="../../spaces/link.php?url=http://www.flickr.com%2Fphotos%2F65157541%40N00%2Fsets%2F72157621429551669%2Fshow%2Fwith%2F3726042649%2F" target="_blank"><strong><span style="color: #669922; font-size: xx-small;">http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621429551669/show/with/3726042649/</span></strong></a><br />
<a href="../../spaces/link.php?url=http://www.flickr.com%2Fphotos%2F65157541%40N00%2Fsets%2F72157621554395946%2Fshow%2Fwith%2F3726848198%2F" target="_blank"><strong><span style="color: #669922; font-size: xx-small;">http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621554395946/show/with/3726848198/</span></strong></a><br />
<a href="../../spaces/link.php?url=http://www.flickr.com%2Fphotos%2F65157541%40N00%2Fsets%2F72157621554395946%2Fshow%2Fwith%2F3726848198%2F" target="_blank"><strong><span style="color: #669922; font-size: xx-small;">http://www.flickr.com/photos/65157541@N00/sets/72157621554395946/show/with/3726848198</span></strong></a></p>
<p><a href="/spaces/space.php?uid=131&amp;do=blog&amp;id=24"><img src="/arted/uc_server/avatar.php?uid=131&amp;size=small&amp;type=virtual" border="0" alt="" width="48" height="48" /></a><br />
บทความโดย <strong>noontoon (2) มนูญ ไชยสมบูรณ์</strong><br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร<br />
28 July 2009</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/27/international-typographic-style/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิทรรศการภายใต้ชื่อ “สัญญา” 4-30 กย. 52</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/25/sanya-exhibition-4-30sep09/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/25/sanya-exhibition-4-30sep09/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2009 16:28:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=231</guid>
		<description><![CDATA[คณะ ศึกษาศาสตร์ และหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเชิญชวนเข้าร่วมชมนิทรรศการภายใต้ชื่อ “สัญญา” Reinforcing imagination in the Art of Sanya Wong-Aram]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><a href="http://cac.kku.ac.th/cac/images/stories/cac/forweb_2.jpg" target="_blank"><img src="/web/images/2009/20090904_sanya_exhibition.jpg" border="0" alt="" /></a></p>
<p align="center">นิทรรศการภายใต้ชื่อ &#8220;สัญญา&#8221;<strong><br />
Reinforcing imagination in the Art of </strong><strong>Sanya Wong-Aram</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p align="left"><strong>คณะ ศึกษาศาสตร์ และหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเชิญชวนบุคลากร นักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนบุคคลภายนอกที่สนใจในงานศิลปะภาพพิมพ์ วาดเส้น และสื่อประสม เข้าร่วมชมนิทรรศการภายใต้ชื่อ “สัญญา” <strong>Reinforcing imagination in the Art of </strong><strong>Sanya Wong-Aram </strong></strong></p>
<p><strong> </strong> <span style="line-height: 115%;"> นิทรรศการศิลปกรรม “สัญญา” จะเป็นการรวบรวมผลงานตั้งแต่ปี </span><span style="line-height: 115%;">2503 จนถึงปัจจุบันของ รศ.สัญญา วงศ์อร่าม มาจัดแสดง ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นผลงานภาพพิมพ์เทคนิคต่างๆ แนวคิดที่สำคัญในการสร้างงานอันเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการครั้งนี้ นอกจากจะเข้าใจได้จากภาพรวมของนิทรรศการแล้ว ยังสามารถสังเกตได้ในงานภาพพิมพ์แกะไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งหมายถึงการนำสัญญาหรือการจำได้หมายรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของศิลปะ สังคม วัฒนธรรมและการเมืองในอดีตมาผสมผสานกับความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการ “เสริมแรง” ของจินตนาการทั้งของศิลปินขณะปฏิบัติการและผู้ชมนิทรรศการ</span></p>
<p><strong><span style="color: black;">สำหรับผลงานเด่นของ อาจารย์สัญญา ที่ท่านจะสามารถสัมผัสได้ในงานนิทรรศการครั้งนี้ ได้แก่ </span></strong><span style="color: black;"><br />
- “APPLICATION” ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง จากงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ปี 2516<br />
- “THE TEN DAYS” ซึ่งเป็นผลงานที่สะท้อนเหตุเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วง 14 ตุลาคม 2516<br />
- “BORGER” ซึ่งเป็นผลงานที่รัฐบาลฮอลแลนด์ซื้อไปเมื่อ ปี 2517<br />
- ผลงานภาพพิมพ์ ในการแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยไทย เนื่องในวันศิลป์พีระศรี ประจำปี พ.ศ. 2550 ภายใต้หัวข้อ “น้ำ”</span></p>
<p><span style="color: black;"><strong>นอกจากนี้ยังมีผลงานทั้งทางด้านการวาดเส้น และงานประติมากรรมด้วย สำหรับผลงานประติมากรรมที่คุ้นตาท่านนั้น ได้แก่<br />
</strong>- ออกแบบ และสร้างประติมากรรม เพื่อติดตั้งหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ “ล็อกซ์เล่ย์ จำกัด” คลองเตย<br />
- ผลงานปั้นครุฑ บริษัท กรุงเทพประกันภัย, บริษัท เทเวศประกันภัย, บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัยและคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา เป็นต้น</span></p>
<p><span style="color: black;"><strong>นอกจากผลงานดังกล่าวแล้ว ท่านยังจะได้พบกับผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ (Wood Cut) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย<br />
</strong></span> โดยนิทรรศการในครั้งนี้จะเปิดให้ชม<strong>ระหว่างวันที่ </strong> <strong>4-30 กันยายน 2552 โดยจะมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันที่ 4 กันยายน 2552 </strong><strong>ณ หอศิลปวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรม (ริมบึงสีฐาน) มหาวิทยาลัยขอนแก่น</strong> นอกจากนี้ในวันที่ 4 กันยายน 2552 จะมีกิจกรรม work shop printing 9.00- 11.30 น. ที่ ห้องภาพพิมพ์ ชั้น 5 สาขาศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ และในช่วงบ่ายจะมีการบรรยาย ศิลปะนามธรรม 13.30 &#8211; 15.30 ที่ ห้องบรรยาย ชั้น 5 สาขาศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์</p>
<p>สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <strong>0-4333-2035 หรือทางเวปไซด์ </strong><a href="http://cac.kku.ac.th/cac"><strong>http://cac.kku.ac.th/cac</strong></a><span style="color: black;"><span style="line-height: 115%;">เนตรนภา โสภะสุนทร หอศิลป์ มข</span></span></p>
<p><span style="line-height: 115%;">คัดลอกมาจาก <a href="http://cac.kku.ac.th/cac/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=234&amp;Itemid=1" target="_blank">สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัย ขอนแก่น</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/25/sanya-exhibition-4-30sep09/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิถีควบกล้ำ</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/23/double-nature/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/23/double-nature/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Aug 2009 02:49:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Exhibition]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=229</guid>
		<description><![CDATA[“วิถี ควบกล้ำ 2552” วิถี และ ร่องรอย ที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดส่งต่อกัน ด้วยมุมมองการรับรู้ที่เหมือน และแตกต่าง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างโลกธรรมชาติ โลกของเด็ก และมุมมองของผู้ใหญ่ ด้วยสายสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูก ที่ใช้วิถีชีวิตเรียนรู้ร่วมกัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/2009/200908_double_nature.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p><strong>“ วิถี ควบกล้ำ 2552 ”</strong> วิถี และ ร่องรอย ที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดส่งต่อกัน ด้วยมุมมองการรับรู้ที่เหมือน และแตกต่าง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างโลกธรรมชาติ โลกของเด็ก และมุมมองของผู้ใหญ่ ด้วยสายสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกที่ใช้วิถีชีวิตเรียนรู้ร่วมกัน จากปรากฏการณ์เรียนรู้ ที่เกิดขึ้นในฐานะ ห้องปฎิบัติการเรียนรู้โดยครอบครัว ซึ่งได้สัมผัสรับรู้ถึง ความมหัศจรรย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในเหล่าสรรพชีวิต ร่องรอยที่ปรากฏ คือผลพวงจากการทับซ้อน ล้อเลียน ถ่ายโอนความคิดของกันและกัน สื่อสารจากความเป็นจริงถึงจินตนาการ จากแรงบันดาลใจสู่จิตสำนึกโดยวิถีธรรมชาติ ภายใต้เครือข่ายสายใยชีวิต ที่เชื่อมต่อกันด้วยข้อมูลประสบการณ์ตรง นับตั้งแต่วัยเด็กแรกเริ่ม จนถึงวัยก่อนเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยรุ่น ของ เด็กชายสองคน <strong>ดล </strong> และ <strong>แดน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.doublenature.com/dbn2006/expstrip.jpg" border="0" alt="" width="490" height="80" /></p>
<p>ควบกล้ำ ธรรมชาติ เป็นวิถีเรียนรู้ โดยครอบครัวพ่อแม่ลูก (ดล 8 ขวบ และ แดน 4 ขวบครึ่ง) ซึ่งมีวิถีธรรมชาติเป็นฐานการเรียนรู้ และใช้กระบวนการศิลปะเป็นตัวตอบสนองการเรียนรู้เป็นส่วนใหญ่ จากการใช้ประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกัน แบบครอบครัวเกาเหลาคลุกเคล้าวิถีชีวิตผ่านวันคืนร่วมกัน จริงๆ แล้วถือว่าเป็นองค์กรชีวิตระดับหนึ่งที่พยายามหล่อหลอมสถานการณ์ให้เกิด ภาวการณ์เรียนรู้โดยธรรมชาติร่วมกัน  ธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งถือเป็นห้องเรียนธรรมชาติใบใหญ่ที่เราได้ร่วมกันค้นหา เรียนรู้ได้ตลอดเวลา เป้าหมายที่แท้จริงคือมุ่งไปสู่กระบวนการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ (เบื้องหลังคือกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่จะสืบค้นหาความเป็นจริงสูงสุด อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์) นิทรรศการศิลปะ ควบกล้ำธรรมชาติ เป็นการสำแดงออกของกระบวนการเรียนรู้โดยธรรมชาติ จากธรรมชาติซ้อนธรรมชาติ และมุ่งเน้นไปที่ กระบวนการสื่อสารที่ถ่ายทอดและตอบสนองต่อธรรมชาติแห่งสรรพชีวิตที่ดำรงอยู่ ในช่วงเวลาแห่งปรากฏการณ์ ซึ่งน่าจะเป็นภาพรวมแห่งความหมาย ความรู้สึกนึกคิด และกระบวนการหล่อหลอมจิตสำนึกที่มีต่อชีวิตสรรพสิ่งร่วมกัน</p>
<p>ผลงานศิลปะเหล่านี้ดูเป็นความบังเอิญ หรือความเป็นเช่นนั้นเอง ที่สนองตอบต่อธรรมชาติรอบตัว ซึ่งสำแดงร่องรอยออกมาในผลงานศิลปะได้นั้น ใช้ระยะเวลาทำงานสะสมมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๗ จนถึง วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ จากการรับรู้ประสบการณ์ตรงกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตรอบตัวไปจนถึงพื้นที่ แหล่งธรรมชาติที่สมบูรณ์  และจากแหล่งข้อมูลชั้นสองทางสื่อชนิดต่างๆ รวมไปถึงการเฝ้าสังเกตการณ์  จากระบบชีวิตเล็กๆ ตั้งแต่หนอน ผีเสื้อ มด ปลวก แมลง พืช พรรณต้นไม้  เมล็ดพืช งู กบเขียด กิ้งก่า  นก สัตว์ป่านานาชนิด ไปจนถึง จักรวาลดวงดาว และสรรพชีวิต ซึ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันรวมถึงตัวเราด้วย  สายใยเกาะเกี่ยวโยงใยสัมพันธ์ ผ่านเวลาวันคืนเลาะเลี้ยวไปตามครรลองของความสนใจที่ผุดบังเกิดขึ้นจากแรง บันดาลใจใหม่ๆที่ไม่รู้จบ ขยายอาณาเขตออกไปสู่ความซับซ้อนที่ถูกทักทอไว้ ปฏิสัมพันธ์ขั้นต้นของระบบชีวิตต่อชีวิต พ่อ แม่ ลูกและ สรรพชีวิต เริ่มต้นเล่าเรียนรู้ เรื่องราวมหัศจรรย์แห่งชีวิต ด้วยการถ่ายทอดโลกภายในที่เชื่อมต่อเกาะเกี่ยวโยงใยกันมา นิทรรศการศิลปะ “ควบกล้ำธรรมชาติ”   เป็นการพยายามรวบรวมสังเคราะห์ผลงานและกระบวนการทำงานในช่วงเวลาพัฒนาการของ วัยเด็กช่วงแรก (4-8 ขวบ) โดยให้เห็นถึงคุณค่าความงดงาม ของความเป็นไปของระบบชีวิต ที่พ่อแม่ลูกสี่คนสนองตอบต่อธรรมชาติร่วมกัน</p>
<p><strong>ข้อมูลเพิ่มเติมที่</strong> <a href="http://www.doublenature.com/" target="_blank">www.doublenature.com</a><br />
email: <a href="mailto:dokkma@yahoo.com">dokkma@yahoo.com</a></p>
<p><a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&amp;op=viewarticle&amp;artid=123" target="_blank">นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 234 สิงหาคม 2547</a> หรืออ่านใน <a href="../../arted/viewthread.php?tid=241">เว็บบอร์ด คลิกที่นี่</a></p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.doublenature.com/hornbil/hbcollection.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p><strong></p>
<hr />คัดลอกข้อมูลจาก</strong></p>
<p><a href="http://www.doublenature.com/dbn2006/expand.htm" target="_blank">http://www.doublenature.com/dbn2006/expand.htm</a></p>
<p><a href="http://jamjureeartgallery.blogspot.com/2008/09/exhibition.html" target="_blank">http://jamjureeartgallery.blogspot.com/2008/09/exhibition.html</a></p>
<p><strong>นิทรรศการ           วิถีควบกล้ำ 2552<br />
ศิลปิน    ครอบครัว สังวรเวชภัณฑ์       ( พี่นก แดนสรวง (9) , พี่หน่อย อรวรรณ (16), ดล และ แดน)</strong><br />
ลักษณะงาน    <strong>จิตรกรรม และจัดวาง</strong><br />
ระยะเวลาที่จัดแสดง <strong>1 – 17 สิงหาคม  2552</strong><br />
ห้องนิทรรศการ  ห้องนิทรรศการชั้น 1 ห้อง 1 &#8211; 22</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.doublenature.com/images/d2label.gif" border="0" alt="" width="550" height="98" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.doublenature.com/ant/ant79.jpg" border="0" alt="" width="630" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.doublenature.com/ant/anthology.htm" target="_blank">http://www.doublenature.com/ant/anthology.htm</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/23/double-nature/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสาทราจัน (Trajan&#8217;s Column)</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/17/trajan-column/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/17/trajan-column/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2009 10:54:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kob17</dc:creator>
				<category><![CDATA[Symbols in the World]]></category>
		<category><![CDATA[Column]]></category>
		<category><![CDATA[Italy]]></category>
		<category><![CDATA[Trajan]]></category>
		<category><![CDATA[ทราจัน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามดาเชี่ยน]]></category>
		<category><![CDATA[อิตาลี]]></category>
		<category><![CDATA[เสา]]></category>
		<category><![CDATA[โรมัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=223</guid>
		<description><![CDATA[“เสาทราจัน” คือ เสาสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิทราจัน (Emperor Trajan) แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ และเครื่องหมายแห่งอำนาจอันเกรียงไกรของโรมันในอดีตกาล]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/200908_trajan_column.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>“เสาทราจัน” คือ เสาสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของ<strong>จักรพรรดิทราจัน (Emperor Trajan)</strong> แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ และเครื่องหมายแห่งอำนาจอันเกรียงไกรของโรมันในอดีตกาล  ออกแบบ และควบคุมการสร้างโดยสถาปนิกคนสำคัญของโรมันคือ <strong>อะพอลโลโดรุสแห่งดามัสกัส (Apollodorus of Damascus)</strong> ตามมติของสภาเซเนทแห่งโรมัน (The Roman Senate) และความพร้อมใจของชาวโรม ที่สร้างอุทิศสร้างถวายแด่พระองค์  จึงทำให้เกิดการสร้าง เสาอนุสรณ์ชัยชนะของจักรพรรดิทราจันแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ.113 เพื่อสดุดีพระเกียรติของจักรพรรดิทราจัน ที่มีชัยชนะต่อ<strong>สงครามดาเชี่ยน (The Dacian wars)</strong></p>
<p>ดังนั้น เสาทราจันจึงเป็นประจักษ์พยานเพื่อบันทึกถึง วีรกรรมของพระองค์ที่ทรงนำพาชัยชนะอันยิ่งใหญ่มาสู่โรมัน  อีกทั้งยังใช้พื้นที่ด้านล่างภายในตัวเสาเป็นสถานที่เก็บพระโกศทองคำ ซึ่งบรรจุอัฐิของจักรพรรดิทราจัน และพระนางโพรตินาผู้เป็นมเหสีไว้เคียงคู่อยู่ภายในเสาตราบนิรันดร์</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/200908_trajan_column2.jpg" border="0" alt="" /><br />
เสาทราจัน ณ ใจกลางทราจันโฟรุม( Trajan&#8217;s  Forum ) กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: left;">จักรพรรดิทราจันเป็นหนึ่งในห้าจักรพรรดิ ที่ทำให้จักรวรรดิโรมันก้าวสู่ยุคแห่งความเรืองอำนาจของจักรวรรดิ และความยิ่งใหญ่ทางทหารของโรมัน  ห้าจักรพรรดินั้นประกอบไปด้วย <strong>จักรพรรดิเนอร์วา ,  ทราจัน  , ฮาเดรียน , อันโตนินุส ปิอุส และ มาร์คุส  ออเรลิอุส</strong> ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของจักรวรรดิโรมัน และเป็นจักรพรรดิทั้งห้าพระองค์ที่ชาวโรมันรักเคารพและเทิดทูนยิ่ง</p>
<p style="text-align: left;">เสาทราจันตั้งอยู่ ณ ใจกลาง<strong>ทราจันโฟรุม (Trajan&#8217;s Forum)</strong> ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชนของโรม  มีบันทึกไว้ว่า ทราจันโฟรุมได้ถูกขุดสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของการค้า การบริหาร และแหล่งรวมของชุมชน บนพื้นที่ของหุบเขาคาปิโทลิเน กับหุบเขาควาลินอล ตามพระบัญชาของจักรพรรดิทราจัน   ลักษณะของเสาทราจันนั้นเป็นแท่งเสาทรงกลม ความสูง 30 เมตร(98 ฟุต)  แต่หากรวมความสูงทั้งหมดตั้งแต่ส่วนฐานด้านล่างไปจนถึงยอดปลายเสา จะมีความสูงเท่ากับ 38 เมตร หรือ 125 ฟุต เลยทีเดียว  มีน้ำหนักรวมทั้งหมดเท่ากับ 1,100 ตัน สร้างขึ้นจากหินอ่อนลูน่าขนาดใหญ่จำนวน 20 ก้อนต่อประกอบเข้าด้วยกันเป็นแท่งเสา เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร ภายในด้านในของตัวเสาเป็นโพรงเสากลวง ด้านในสร้างเป็นบันไดเหล็กเวียนเป็นรูปทรงกลมจากด้านล่างสู่ด้านบนจำนวน 185 ขั้นบันได และจะเจาะช่องเล็กๆไว้เป็นระยะๆรอบตัวเสาเพื่อใช้ถ่ายเทและระบายอากาศ รวมทั้งใช้เป็นหน้าต่างนำแสงสว่างสู่ภายใน</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/200908_trajan_column3.jpg" border="0" alt="" /><br />
ประติมากรรมรอบเกลียวเสาทราจันทั้ง 23 ชั้น</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/200908_trajan_column4.jpg" border="0" alt="" /><br />
ภาพประติมากรรมนูนต่ำแสดงถึงฉากการรบกลางสมรภูมิ</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">แต่จุดเด่นที่สุดของเสาทราจันนั้นก็คือ ผลงานประติมากรรม ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดของเสาเกลียวแห่งโรมัน เท่าที่มีการสร้างกันมา ภาพประติมากรรมนูนต่ำเหล่านี้ เล่าบรรยายถึงเหตุการณ์การทำสงครามระหว่างกองทัพโรมัน ภายใต้การนำทัพโดยจักรพรรดิทราจัน กับชนเผ่าดาเชี่ยน ทั้งสองครั้ง โดยแบ่งการแกะสลักประติมากรรมจำนวน 23 เกลียวรอบเสาทราจัน แบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งแรกของเสาตั้งแต่ส่วนฐานถึงส่วนกึ่งกลาง เป็นการบรรยายถึง เหตุการณ์สงครามดาเชี่ยนครั้งแรก ระหว่างปีค.ศ.101 – 102  และในส่วนครึ่งหลังตั้งแต่กลางเสาไปจนถึงยอดเสาด้านบน เป็นเหตุการณ์สงครามดาเชี่ยนครั้งที่ 2 ในระหว่างปีค.ศ.105 – 106   ภาพต่างๆ รอบเกลียวเสาแสดงให้เห็นถึง ฉากการทำสงครามได้อย่างสมจริงสมจัง มีการแกะสลักให้เห็นถึงการสร้างป้อมปราการ การตั้งทัพ การวางแผนการรบ การบุกประจัญบาน การปะทะกลางสมรภูมิ และยุทธนาวีกลางทะเล  ภาพประติมากรรมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึง ลักษณะเครื่องแต่งกายของชาวโรมัน เครื่องแบบทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิด  โดยมีภาพประติมากรรมของจักรพรรดิทราจันปรากฏอยู่บนเสาเกลียวรวม 59 ตำแหน่งบนรอบเกลียวเสาทั้ง 23 เกลียว และมีจำนวนภาพประติมากรรมรูปคนต่างๆ บนเสาเกลียวทั้งหมดกว่า 2,500 คน   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพเหมือนขององค์จักรพรรดิทราจันเป็นไปในลักษณะเหมือนจริง  ทั้งพระพักตร์ และร่างกาย อีกทั้งยังจัดองค์ประกอบภาพให้เกิดมิติระยะทางทัศนียวิทยาในหลายๆ จุด  ทำให้สามารถมองเห็นฉาก และเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งหากนำมาคลี่กางภาพประติมากรรมทั้งหมดบนเสาเกลียวมาเรียงต่อกัน จะมีความยาวถึง 190 เมตร  ซึ่งจะกลายเป็น ประติมากรรมสมัยโรมันที่ยาวที่สุดในโลกเช่นกัน</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">บริเวณส่วนฐานเหนือช่องประตูทางเข้าด้านล่างของเสาทราจัน มีจารึกอักษรโรมันที่บ่งบอกเกี่ยวกับ เสาทราจัน และยังคงปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้  ถอดความได้ว่า<strong> </strong></p>
<p><strong>“ สภาซีเนท และพสกนิกรแห่งโรม ใต้พื้นปฐพีอาณาจักรของซีซาร์ องค์ผู้เป็นโอรสแห่งมิเนอร์วา  ณ ปีที่ 17 ของการพิทักษ์ปกป้องอาณาจักร ได้รับการโห่ร้องหกครั้งคราให้สู่ตำแหน่งองค์ราชันย์ ประจักษ์แจ้งต่อขุนเขาอันยิ่งใหญ่ และสถานที่แห่งนี้ อันเป็นที่ที่ได้เคลื่อนย้ายมาสถิตอยู่อย่างยิ่งใหญ่เหนือคณา ”</strong></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">นอกจากนี้ บริเวณส่วนยอดด้านบนสุดของเสาทราจันในปัจจุบัน  มักมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรูปประติมากรรมขององค์จักรพรรดิทราจัน  แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น  เพราะในบันทึกเก่าแก่ที่มีปรากฏภาพบนด้านหลังเหรียญโบราณสมัยทราจันนั้น แต่ดั้งเดิมได้สร้างเป็นประติมากรรมรูปนกอินทรี ต่อมาได้เปลี่ยนไปเป็นประติมากรรมรูปองค์จักรพรรดิทราจันประทับยืนในร่างเปลือยตามคตินิยมทางศิลปะโรมัน เพื่อแสดงออกถึงความงามแห่งสรีระ และพละกำลังแห่งชีวิต  จนกระทั่งเมื่อสมัยกลางของยุโรป รูปประติมากรรมนี้ได้สูญหายไป  กระทั่งถึงเมื่อปีค.ศ.1587 พระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 ( Pope Sixtus V) ได้ทรงให้สร้างประติมากรรมสำริด “นักบุญปีเตอร์” (St.Peter)ไปประดิษฐานไว้แทนที่บนยอดด้านบนหัวเสามาตราบถึงทุกวันนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/200908_trajan_column5.jpg" border="0" alt="" /><br />
นักบุญปีเตอร์(St.Peter) บนหัวเสา</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/piyasaeng/200908_trajan_column6.jpg" border="0" alt="" /><br />
คำจารึกด้านล่างของเสาทราจัน</p>
<p style="text-align: left;">คติการสร้างเสาเกลียว เพื่อแสดงออกถึงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิทราจัน เป็นเสาแรกในประวัติศาสตร์โรมัน  ทำให้เกิดเป็นแบบอย่างให้มีการสร้างเสาแห่งชัยชนะในลักษณะเดียวกันนี้ตามมาอีกสองเสา ได้แก่ <strong>เสาอันโตนินุส ปิอุส (Antoninus  Pius&#8217;s  Column) และ เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus  Aurelius&#8217;s  Column)</strong></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">ดังนั้น  เสาทราจันจึงไม่เพียงแต่มีคุณค่ามหาศาลต่อการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์แห่งโรมันด้วยศิลปะประติมากรรมแทนการบันทึกด้วยอักษร  แต่ยังกลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของกรุงโรม และยังคงตั้งมั่นอยู่เช่นนั้นมานานเกือบ 2,000 ปี ด้วยหลักการคำนวณทางวิศวกรรมแบบโรมันอันเยี่ยมยอด เพราะแม้กรุงโรมจะประสบกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง  แต่ ณ วันนี้ เสาทราจันก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นนั้นมาตราบถึงปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: left;">
<hr /><strong>17 August 2009<br />
</strong>เรื่องก่อนหน้า <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/96-holy-trinity-column-in-olomouc">เสาพระตรีเอกภาพ</a> :: <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/87-ashoka-pillar">เสาอโศก</a> ::  <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/80-black-obelisk">เสาโอเบอลิสก์ดำ</a> :: <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/76-obelisk">เสาโอเบอลิสก์</a> :: <a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/75-devil-pole">เสาปีศาจ</a> :: <strong><a href="/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/72-totem-pole">เสาโทเทม</a></strong></p>
<p>ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น<br />
หนังสือ <a href="/web/all-arted/36-book-art-ed/48-108-chinese-symbol">108 สัญญลักษณ์จีน</a>, <a href="/web/all-arted/36-book-art-ed/61-chinese-art">ศิลปะจีนสมัยใหม่</a>, <a href="/web/all-arted/36-book-art-ed/60-field-guide-to-luck">มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK)</a> ฯลฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/17/trajan-column/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Rural Sensations</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/11/rural-sensations/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/11/rural-sensations/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 04:11:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kob17</dc:creator>
				<category><![CDATA[Exhibition]]></category>
		<category><![CDATA[art]]></category>
		<category><![CDATA[environmental]]></category>
		<category><![CDATA[nostalgia]]></category>
		<category><![CDATA[paint]]></category>
		<category><![CDATA[rural]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=201</guid>
		<description><![CDATA[ภาพผลงานบางส่วน ของ ดร.อภิชาติ พลประเสริฐ สมัยทำปริญญาเอก ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งศึกษาเฉพาะเจาะจงในเรื่องของ Environmental Art โดยใช้แนวความคิด, ปรัชญา, สุนทรีย์ จาก Allen Carlson (2002) ผู้มีอิทธิพลทางความคิด และศิลปินในกลุ่มนี้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/profile/24apichart_work.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p style="text-align: center; color:blue;">Paint Flows / Buffalos in Muddy Swamps</p>
<p style="text-align: center;">
<p>ภาพผลงานบางส่วน ของ <strong>ดร.อภิชาติ พลประเสริฐ</strong> สมัยทำปริญญาเอก ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งศึกษาเฉพาะเจาะจงในเรื่องของ <strong>Environmental Art</strong> โดยใช้แนวความคิด, ปรัชญา, สุนทรีย์ จาก <strong>Allen Carlson</strong> (2002) ผู้มีอิทธิพลทางความคิด และศิลปินในกลุ่มนี้ ในการออกไปทำงาน ณ พื้นที่จริง ไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้า นาข้าว สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรม ผนวกกับความรู้สึก <strong>Nostalgia </strong>(หวลคำนึงคิดถึงบ้าน กับชีวิตวัยเด็ก) จนได้เป็นผลงานเหล่านี้</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/profile/24apichart_work7.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p>หลักในการคิด มี ๒ ข้อ</p>
<p>๑.  ใช้ปรัชญาจาก ศิลปินกลุ่ม Environmental Art สืบเนื่องไปถึง <strong>Landscape art (ศิลปะทิวทัศน์)</strong></p>
<p>๒.  ผสมผสานกันระหว่าง กิจกรรมของชาวบ้าน ในการทำศิลปะ และการเกษตรกรรม กับการทำงานของศิลปิน ในเรื่องความรู้สึกสัมผัสทาง สุนทรียทางด้านศิลปะ สุนทรีย์กับก้อนสีที่มันหนุบหนับ พิกเม้น เชื่อมโยงนำไปสู่ความทรงจำ การย่ำดิน เมล็ดธัญญพืช สัมผัสชีวิตชาวบ้าน ดิน ใบไม้ จริงๆ มิใช่แค่ภาพวาด ชาวนาในทุ่งหญ้าที่วางองค์ประกอบภาพสวยงามบนเฟรม แต่เป็นการเปิดประตูทางความคิดในทางปฏิบัติของศิลปินให้ลงไปทำงานในชนบท</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/profile/24apichart_work4.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/profile/24apichart_work5.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/profile/24apichart_work6.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/profile/24apichart_work3.jpg" border="0" alt="" width="630" height="313" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p>- <strong>ตัวอย่างผลงาน</strong>ของ ดร.อภิชาติ ในรูปแบบไฟล์ PDF (5 MB) ดาวน์โหลดได้จากลิงค์เหล่านี้</p>
<p>http://www.zshare.net/download/63659528639e747c/ หรือ<br />
http://www.megaupload.com/?d=LEGZBP0O หรือ<br />
http://rapidshare.com/files/263975774/Apichart_Artworks.pdf.html หรือ</p>
<p>http://sharebee.com/e07483dd</p>
<p style="text-align: center;"><img src="/web/images/profile/24apichart_work2.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p>- <a href="/web/all-arted/40-profile/82-apichart24">ประวัติข้อมูล ดร.อภิชาติ พลประเสริฐ คลิกที่นี่</a></p>
<p>- <a href="/web/all-arted/37-recommended/91-environmental-art" target="_blank">Environmental Art คลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/11/rural-sensations/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

