เสาพระตรีเอกภาพแห่งโอโลมูซ (Holy Trinity Column in Olomouc)

August 10th, 2009 No comments

มนต์เสน่ห์แห่งยุโรปตะวันออก คือ ความงามแห่งอดีตกาลของมหาศรัทธาในสมัยกลางของยุโรป ที่ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมอันลือชื่อ   เสาอนุสรณ์แห่งคริสต์ศาสนา ณ เมืองโอโลมูซ (Olomouc) หนึ่งในเมืองอันเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์เลื่องลือ รองจากกรุงปราก แห่งสาธารณรัฐเชก (Czech Republic) คือ สถานที่ประดิษฐานเสาศูนย์รวมแห่งจิตใจของชาวเชกมานานกว่าสามร้อยปี นั่นคือ “เสาพระตรีเอกภาพ” หรือ “เสาพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์แห่งโอโลมูซ” (Holy Trinity Column in Olomouc)

“เสาพระตรีเอกภาพ” ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางเมืองโอโลมูซ เป็นเสาสัญลักษณ์แห่งความเทิดทูนต่อ พระบารมีแห่งพระแม่มารีอา หรือ แม่พระผู้นิรมล (Virgin Mary) สร้างเพื่อแสดงถึงความสำนึกในพระมหาการุณย์ของแม่พระ และความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ที่ช่วยให้เมืองโอโลมูซ และชาวเชกทั้งปวง รอดพ้นจากกาฬโรค ที่ระบาดและคร่าชีวิตชาวเชกไปมากมายในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18  เป็นเสาแห่งความกตัญญูต่อพระผู้เป็นเจ้า และแม่พระผู้นิรมล ที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันระหว่าง ศิลปิน ประติมากร วิศวกร และช่างผู้มีฝีมือชาวเมืองโอโลมูซมากมาย มาช่วยกันหลอมสร้าง และแกะสลักเสาพระตรีเอกภาพแห่งนี้จนสำเร็จลุล่วงลงได้ โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเสาตั้งแต่ปี ค.ศ.1716 ถึง ค.ศ.1754 นานถึง 38 ปี จึงแล้วเสร็จ ผลที่ตามนั้นก็คือ ความภาคภูมิใจในเสาสัญลักษณ์แห่งความภักดีต่อพระคริสต์ศาสนา และเฉลิมฉลองการรอดพ้นภัยจากโรคระบาด สำหรับชาวเชกแล้ว เสาแห่งนี้คือเครื่องหมายแห่งความรักความสามัคคี ที่พวกเขาพากเพียรกันสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาอย่างแท้จริง และทุ่มเทให้อย่างเต็มกำลัง จนกระทั่งเสาพระตรีเอกภาพกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองโอโลมูซ และสาธารณรัฐเชก ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี ค.ศ.2000 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้ “เสาพระตรีเอกภาพ” เป็นมรดกโลก (World Heritage Site) ในฐานะที่เป็นตัวอย่างของการแสดงออกทางสุนทรียศิลป์แบบบาโรกที่งดงาม และยิ่งใหญ่ของทวีปยุโรป

ภาพถ่ายด้านบนเสาพระตรีเอกภาพแห่งโอโลมูซ ประติมากรรมยอดด้านบนรูปพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์

การก่อสร้างเสาพระตรีเอกภาพ หรือ เสาพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์แห่งโอโลมูซ ใช้รูปแบบของศิลปะ และสถาปัตยกรรมแบบบาโรก (Baroque) โดยเลือกใช้ต้นแบบจาก เสาโรมัน ที่จัตุรัส ซานตา มาเรีย มายอเร (Piazza Santa Maria Maggiore) ที่กรุงโรม  โดยการสร้างเสาแห่งนี้ใช้จากเงินบริจาคของประชาชนทั้งหมด และศิลปินผู้สร้างต่างอุทิศแรงกายแรงใจโดยมิได้รับค่าจ้างวานแต่อย่างใด  ในการก่อสร้างเสาพระตรีเอกภาพช่วงแรกนั้น ควบคุมการก่อสร้างโดยฝ่ายสถาปนิกคือ เวนเซล  เรนเดอร์ (Wenzel  Render) และมาสำเร็จลงในช่วงหลังโดย โจฮาน อิคนาซ โรคิสกี้ (Johann Ignaz Rokiky) ส่วนฝ่ายประติมากรนั้นได้แก่ ฟิลิปสส์  แซตเลอร์ (Phillip  Sattler) รับช่วงงานในส่วนหลังจนแล้วเสร็จโดย อันเดรีย ซาห์เนอร์ (Andreas  Zahner)
ลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของเสาพระตรีเอกภาพนั้นก็คือ รายละเอียดอันงดงามวิจิตรบรรจง สร้างจากหินอ่อนคาร์รารา ประดับสำริดเคลือบทองคำในบริเวณส่วนด้านบนคือ บริเวณประติมากรรมแม่พระผู้นิรมล และพระตรีเอกภาพที่ยอดด้านบน
รายละเอียดของเสาพระตรีเอกภาพประกอบไปด้วยสามส่วน ส่วนยอดชั้นบนสุดเป็นประติมากรรมพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Trinity)  แสดงออกด้วยสัญลักษณ์แห่งคริสต์ศาสนารูปพระตรีเอกภาพ ได้แก่ พระบิดา (รูปชายชราด้านขวามือ) พระบุตร (รูปพระคริสต์ถือกางเขนด้านซ้าย) และ พระจิตเจ้า (ยอดด้านบนสุดแสดงด้วยรูปของนกพิราบ)  ถัดมาในส่วนกึ่งกลางเสาเป็นประติมากรรมสำริดเคลือบทอง เป็นรูปแม่พระผู้นิรมิล (แม่พระมารีอา) เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ (Assumption of the Virgin) และอัครเทวทูตกาเบรียล (St.Gabrial) ฐานในส่วนแรกใต้ประติมากรรมแม่พระเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ทั้งสี่มุมคือ ประติมากรรมครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ อันได้แก่ นักบุญอันนา (St.Anna)  นักบุญโจอาคิม (St.Joachim) นักบุญโจเซฟ (St.Joseph) และ นักบุญจอห์นแบปติสท์ (St.John the Baptist)

ในส่วนชั้นที่สอง ด้านบนเป็นประติมากรรมนูนสูงรูปสี่เหลี่ยม แสดงความหมายถึง พระคุณธรรมทั้งสามประการคือ ความสัตย์ (Faith) ความหวัง (Hope) และ ความรัก (Love) และรูปประติมากรรมเหล่านักบุญอีกห้าองค์    ได้แก่ นักบุญลอเรนซ์ (St.Lawrence)  นักบุญเจอโรม (St.Jerome)นักบุญซีลิล (St.Cyril) นักบุญเมโทรดิอุส (St.Metrodius) นักบุญแบลส (St.Blaise)  นักบุญอดัลเบิร์กแห่งปราก (St.Adalbert of Prague) และ นักบุญจอห์นแห่งเนโปมูธ (St.John of Nepomuk)

ประติมากรรมรูปแม่พระเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ นักบุญเจอโรม นักบุญแอนโทนีแห่งเมืองปาดัว

ส่วนชั้นที่สามซึ่งเป็นฐานชั้นล่างสุด ประกอบด้วยประติมากรรมนักบุญทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นเหล่านักบุญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐเชก นักบุญผู้พิทักษ์คุ้มครองแคว้นโบฮีเมียและเมืองโอโลมูซ ได้แก่  นักบุญเมาไรซ์ (St.Maurice)  นักบุญเวนเซสลาส (St.Wenceslas)  นักบุญฟลอเรียน (St.Florian) นักบุญจอห์นแห่งคาปิสทราโน (St.John of Capistrano) นักบุญแอนโทนีแห่งเมืองปาดัว (St.Antrony of Paudua)  นักบุญอโลซิอุสกอนซากา (St.Aloysius Gonzaga) และ นักบุญจอห์น ซาร์คันเดอร์ (St.John Sarkander)
ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแห่งมหาศรัทธาในเสาพระตรีเอกภาพ ที่ร่ำลือกันมาตราบจนทุกวันนี้ก็คือ เมื่อช่วงปี ค.ศ.1758  กองทัพปรัสเซียได้กรีธาทัพมาปิดล้อมเมืองโอโลมูซ  ทหารฝ่ายปรัสเซียได้ระดมยิงปืนใหญ่เข้าถล่มเมืองโอโลมูซ  สร้างความพินาศเสียหายให้แก่บ้านเรือน และชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าลูกกระสุนปืนใหญ่ได้ยิงเข้าใส่เสาพระตรีเอกภาพ แต่เสากลับมิได้พังทลายลงแต่อย่างใด  กล่าวกันว่า ชาวเมืองโอโลมูซได้รวมตัวกันเดินขบวนอย่างกล้าหาญ เพื่อวิงวอนให้แม่ทัพฝ่ายปรัสเซียยุติการยิงปืนใหญ่ เพราะเกรงว่าจะทำลายเสาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ลง ซึ่งแม่ทัพปรัสเซียก็ได้ยินยอมตามคำร้องขอ (ซึ่งในทุกวันนี้ยังมีร่องรอย และลูกกระสุนฝังติดอยู่บนเสา เพื่อย้ำเตือนระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น) ทำให้ ณ วันนี้ เสาพระตรีเอกภาพจึงยังคงดำรงอยู่กลางใจเมือง และตั้งมั่นอยู่กลางใจของชาวเมืองโอโลมูซ ตราบปัจจุบัน


10 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาอโศก ::  เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

G.I. Joe จากตุ๊กตาทหาร มาเป็นภาพยนตร์

August 10th, 2009 No comments


แอ็คชั่นฟิกเกอร์ ตุ๊กตาทหารสี่เหล่าทัพ จีไอโจ ยุคแรก จากหนังสือ Timeless Toys

ภาพยนตร์เรื่อง G.I. Joe : the Rise of Cobra (สงครามพิฆาตคอบร้าทมิฬ) หนังอเมริกันแอ็คชั่นฮีโร่ ทุนสร้างสูง ตัวเต็งทำเงิน เข้าโรงฉายเยอะมากๆ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 (ตั้งแต่รอบ 17:00) ภาพ โฆษณาที่ติดตาเช่น ฉากหอไอเฟลถล่ม, กระโดดพริ้วหลบกระสุน, อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือยานพาหนะไฮเท็คสุดล้ำ สนุกตื่นเต้น 118 นาที (เนื้อหายาว CG สร้างภาพแทบตลอดเรื่อง ใช้วิธีแฟลชแบ็คเล่าเรื่องบ่อยเหลือเกิน)
นักแสดงชายเต็มไปด้วยมัดกล้าม นักแสดงหญิงก็อวบอื๋มเซ็กซี่ ในชุดรัดรูป (ซึ่งอาจจะใช้ CG แต่งโค้งเว้าเสริมอึ๋มเช่นกัน) คาแร็คเตอร์ตัวละครมีหลายชื่อจำกันแทบไม่หมด อาทิ Duke, Baronness, Scarlet, Destro, Storm Shadow, Snake Eyes, Zartan

G.I. Joe : the Rise of Cobra (สงครามพิฆาตคอบร้าทมิฬ) 2009
ภาพโปสเตอร์หนังโรง G.I. Joe 2009

จีไอโจ เป็นชื่อของเด็กเล่น ตุ๊กตาทหารอเมริกัน สี่เหล่าทัพ (ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และนาวิกโยธิน) American Heroes ผลิตโดย ฮาสโบร (Hasbro) เปิดตัวครั้งแรก (debut) เมื่อปี 1964 (Mr.Potato Head ปี 1952, Lego ปี 1958, Barbie ปี 1959, Rubik ปี 1977)
ผู้ออกไอเดียตั้งต้นคือ Stan Weston และ Larry Reiner
G.I. ย่อมาจาก Government Issue ซึ่งต่อมาคำย่อนี้ มักจะใช้หมายถึง ทหารราบ สหรัฐฯ

จีไอโจ จัดเป็นตุ๊กตาแอ็คชั่นฟิกเกอร์ ที่มีมัดกล้าม สำหรับเด็กผู้ชายยุคแรกๆ ตำนานต้นกำเนิดมีที่มาหลายกระแส บ้างว่า ลาร์รี่ ไรเนอร์ ปิ๊งไอเดียเกี่ยวกับตุ๊กตาทหาร แล้วนำเสนอเจ้านาย แต่ได้รับคำตอบว่า “เด็กผู้ชายไม่เล่นตุ๊กตา” (สมัยนั้น บาร์บี้ เพิ่งมี และกำลังดัง) จนได้พบกับ สแตน เวสตัน

บ้างก็ว่า สแตน เวสตัน กำลังคิดพัฒนาของเล่นแนวทหาร เมื่อได้สนทนากับ ลาร์รี่ จึงออกมาเป็น ฟิกเกอร์ทหาร เพราะน่าจะดัดจัดท่าทางได้เหมาะ เปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องเครา ขายได้อีกหลากหลาย ในที่สุด เวสตัน ก็เป็นผู้ที่นำแนวคิดนี้ไปเจรจาธุรกิจกับ Don Levine ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ ของ ฮาสโบร แล้วก็โป๊ะเชะ

ดอน ลีไวน์ คุยกับที่ปรึกษากฏหมาย และได้เพิ่ม รอยแผลเป็น ที่โหนกแก้มขวา เป็นเครื่องหมายการค้าประจำตัวจีไอโจ เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของส่วนศรีษะ (และมีลายนิ้วมือข้างขวา ป้องกันการละเมิดสิทธิ์ลำตัวด้วย )

ชื่อ จีไอโจ น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก หนังสือการ์ตูนช่อง G.I. Joe ของ Ziff Davis (ราวปี 1950)  และจากหนังโรง Story of G.I. Joe ปี 1945 นำแสดงโดย Burgess Meredith, Robert Mitchum

G.I. Joe 10 G.I. Joe 11 G.I. Joe 12 G.I. Joe 13 G.I. Joe 14
ภาพปกการ์ตูนของ Ziff Davis ปี 1950 จากเว็บ www.mycomicshop.com

Story of G.I. Joe (1945)
โปสเตอร์หนังปี 1945 จากเว็บ IMDB.com

ถัดจากของเล่น ก็มาเป็นหนังสือการ์ตูน G.I. Joe (a real American Hero) ตีพิมพ์โดย Marvel Comics ปี 1982 ในแบบซุเปอร์ฮีโร่ไฮเท็ค

First Issue Last Issue Snake-Eyes: The Origin

ภาพปกหนังสือ Marvel Comics 1982 จากเว็บ www.yojoe.com

ข้อมูล และภาพกล่องของเล่น จากหนังสือ
Timeless Toys: Classic Toys and the Playmakers Who Created Them
by Tim Walsh (2005)
ISBN 978-0740755712  กระดาษอาร์ทพิมพ์สี 300 หน้า 29.95$
คลิกดูตัวอย่างในเล่มที่ www.amazon.com (ผมซื้อจาก B2S)

ข้อมูลอื่นๆ อ่านเพิ่มได้ที่
http://en.wikipedia.org/wiki/G.I._Joe
http://en.wikipedia.org/wiki/G.I._Joe:_The_Rise_of_Cobra
http://www.hasbro.com/gijoe/en_US/

ตำนาน…ไฟนอล แฟนตาซี (Legends of Final Fantasy)

August 10th, 2009 No comments

legends of Final Fantasy

หนังสือพ็อคเก็ตบุค “ตำนาน…ไฟนอล แฟนตาซี (Legends of Final Fantasy)”
ราคา 199 บาท 248 หน้า (ขาวดำ, สีบางหน้า) ISBN: 978-611-526-015-7 สำนักพิมพ์ กรีน-ปัญญาญาณ

สุดยอดเกมส์ RPG (Role Playing Game) ยอดนิยมระดับบร๊ะเจ้า มีให้เล่นทั้งบนเครื่อง เกมส์คอนโซล (แฟมิคอม, เพลย์สเตชั่น ฯลฯ) และ คอมพิวเตอร์พีซี หนังสือเล่มนี้ มีรายละเอียดของเกมส์ทุกภาค ที่มาที่ไป ครบถ้วนสมบูรณ์ แม้จะไม่เคยเล่น ก็น่าหามาอ่านกันครับ

เจาะลึกรายละเอียดทุกภาคที่เคยมี มาของสุดยอดเกม ที่คนทั้งโลกหลงใหล Final Fantasy พลิกปูมหลังตัวละครในความทรงจำ ค้นตำนานเปี่ยมมนต์ขลังของหมู่มวลอสูร พร้อมเรื่องราวตื่นตาตื่นใจที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

สารบัญ
- I the Game ข้อมูลอัดแน่นของทุกๆ ภาค ไม่ว่าจะเป็นความเป็นมาของภาค, เนื้อเรื่อง, เกมเพลย์, วันวางจําหน่าย, ความแตกต่างของเวอร์ชั่นต่างๆ ครบทุกเวอร์ชั่น ตั้งแต่ภาค 1 ถึงภาค 14

- II the Characters เจาะลึก 6 ตัวละครเด่นของซีรีส์ Final Fantasy: Cloud, Genesis, Sephiroth, Squall, Vaan, Vayne

- III the Summons พลิกตํานานมนต์อสูร ตามหาเรื่องราวในตํานาน และประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ จากทั่วโลก ที่เป็นแรงบันดาลใจ ทําให้ก่อเกิดมนตร์อสูรที่คุ้นเคยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Bahamut, Shiva, Odin และเรื่องราวสาระน่ารู้มากมาย

- IV the Facts 99 เกร็ดน่ารู้จากซีรีส์นี้ ซึ่งจะทําให้แฟนไฟนอลทั้งตกใจ และอมยิ้มได้ไปตามๆ กัน

ผลงานร่วมกันของพี่ Kyle, ultimaweapon, mastermune และ BoN

http://www.gconsole.com/gconshop.com/cgi-bin2/show.php?page=index

น่าหามาอ่านครับ รวบรวมรายละเอียดไว้ได้เยอะดี พร้อมเกร็ดต่างๆ เสียดายภาพสีน้อยไปหน่อย
ภาพประกอบเล็ก เป็นขาวดำดูยาก ไม่มีคำบรรยายภาพ
ผมเล่น FF8 และไม่ได้เล่นประจำ คำศัพท์ตัวย่อบางอย่างก็ไม่รู้ น่าจะมีคำกำกับเพิ่มอีกหน่อย

สถานฑูต โลโม่ ทั่วโลก

August 7th, 2009 No comments


สถานฑูต (ร้าน) โลโม่กราฟี่ ใน มาดริด สเปน

ท่ามกลาง กระแส กล้องดิจิตอล ที่มาแรงอย่างไม่หยุดนิ่งทุกวันนี้ เพราะไม่เปลืองค่าฟิล์ม ค่าล้าง-อัด และไม่ต้องรอรับภาพ ฯลฯ จนทำให้กล้องฟิล์มแทบจะสาปสูญไปจากตลาด แต่ โลโม่ (lomo) กล้องฟิล์ม (อนาล็อก) กลับดึงเอาข้อด้อยของความเป็นกล้องอนาล็อกทั้งหมด มาเป็นจุดเด่นของตัวเองได้สำเร็จสวยงาม โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ที่ต้องการเอฟเฟคภาพแปลกๆ รอลุ้นกระบวนการล้างอัดภาพ รวมไปถึง ฟิล์มที่หมดอายุแล้ว ยิ่งเป็นที่นิยม

ไมโครไซท์ (microsite) แกลเลอรี่ ที่รวบรวมร้านโลโม่กราฟี่จากทั่วโลก (มีพิกัดร้านให้ด้วย) เปิดให้เข้าไปเยี่ยมชมกันได้แล้ว ที่ http://microsites.lomography.com/stores/ ถ้าเมืองไทย ก็ขอเรียนเชิญแวะร้านมิตรไทย ที่ อ.ปาย นะครับ (ไม่รู้ว่ามีโลโม่แกลเลอรี่หรือเปล่านะ แต่มี พี่สกนธ์ รอเลี้ยงน้ำ เลี้ยงหนม ให้ พี่ๆ น้องๆ Art Ed ครับ)

หาข่าวนี้ โดย พี่สกนธ์ (18 แคร๊บ)
อ่านข้อมูล และดูรูปทั้งหมดได้ที่ blog ในเว็บ www.lomography.com/ คลิกเลยครับ
หากอยากอ่าน เวอรชั่นภาษาไทย ให้ใช้ กูเกิ้ลทรานสเลท ช่วยแปลได้ครับ http://translate.google.com/

Categories: misc Tags: , ,

Environmental Art ศิลปะในสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

August 5th, 2009 No comments


ผลงานของ Andy Goldsworthy: Castres and London Plane Leaves, 1988 และ
ผลงานของ Richard Harris: Cliff Structure, 1978

ตัวอย่างผลงานประติมากรรมจากวัสดุธรรมชาติ จัดวางกระจายไปทั่วพื้นที่ของอุทยานป่า Grizedale ที่มีพื้นที่กว่าเก้าพันเอเคอร์ ใน Lake District National Park ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการเป็นเขตป่า และทะเลสาบที่สวยงามของอังกฤษ เป็นที่ดึงดูดกวี และศิลปินที่มีชื่อเสียงเข้าไปแสวงหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานของตนเอง ปัจจุบันพื้นที่ป่าแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา สามารถเข้าไปสัมผัสความงามทางธรรมชาติ ควบคู่กับความงามของงานประติมากรรมที่มีความสอดคล้องกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมของป่าเป็นอย่างดี ภายใต้โครงการ “Grizedale Forest Sculpture Project” ซึ่งอยู่ในความดูแลของ Grizedale Arts

Bill Grant ผู้ก่อตั้งโครงการประติมากรรมในอุทยาน Grizedale กล่าวถึงการทำงานของศิลปินในโครงการนี้ว่า ความสำคัญของโครงการนี้อยู่ที่การตอบสนองของศิลปินต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และการได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในพื้นที่ ศิลปินที่มาทำงานในโครงการนี้จะมีอิสรภาพ และเวลาในการสร้างสรรค์งานอย่างเต็มที่ โดย Grizedale Arts จะให้ความสำคัญต่อความเป็นปัจเจกบุคคลของศิลปิน ที่จะตอบสนองต่อการมีประสบการณ์ตรงในสิ่งแวดล้อมของป่า และผู้คนในพื้นที่ (Davies,ใน Grant and Harris (eds.), 1991: 19) ศิลปินหลายคนที่ได้เข้ามาทำงานในโครงการนี้ ได้พัฒนาผลงานจนเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก

Richard Harris เล่าถึงประสบการณ์ในการสร้าง Cliff Structure ว่า ผลงานสร้างสรรค์ของเขาเกิดจาก การตอบสนองต่อความรู้สึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของป่า Grizedale เขาจะเก็บเศษไม้ และหิน มาสร้างเป็นประติมากรรมโดยใช้เทคนิควิธีการแบบเดียวกับที่ชาวบ้านใช้ในการก่อสร้าง และทำเครื่องมือต่างๆ ผลงานที่ได้จึงมีความกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ งานศิลปะลักษณะนี้จะเปลี่ยนสภาพไปตามธรรมชาติเมื่อได้รับผลกระทบจากสภาพดินฟ้าอากาศ จนถึงขั้นที่ย่อยสลายลงสู่ความเป็นธรรมชาติตามเดิม ผลงานชิ้นนี้นอกจากจะสร้างความน่าสนใจ หรือความฉงนสนเท่ห์ต่อผู้พบเห็นแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นศิลปะที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยแท้จริง ตัวอย่างของความประทับใจ และการจุดจินตนาการให้แก่ผู้ได้ชมผลงานจะเห็นได้จาก การสร้างผลงานชิ้นเล็กๆ ของผู้เข้ามาชมป่าที่ผลิตจากเศษวัสดุในป่าเช่นกัน ในบริเวณที่ใกล้กับงานศิลปะของศิลปิน


ตัวอย่างผลงานชิ้นเล็กๆ ของผู้เข้ามาชมป่า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของศิลปิน

โครงการศิลปะในสิ่งแวดล้อมลักษณะนี้ น่าจะเกิดผลดีต่อหลายฝ่าย ทั้งศิลปิน ผู้คนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว ที่มาเยี่ยมชมอุทยานแห่งนี้จำนวนปีละกว่า150,000 คน ในการซาบซึ้งถึงความงามทางศิลปะ และคุณค่าของสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป (Overy, in Davies and Knipe (eds.) 1984:64)

จากข้อมูล และตัวอย่างผลงานศิลปะข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ในประเทศตะวันตกมีการพัฒนาศิลปะที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งศิลปิน และผู้ชม ล้วนมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงกลวิธีในการแสดงออก ให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม ด้วยการส่งเสริมจินตนาการ และสุนทรียภาพของผู้ชม ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ พัฒนาการสร้างงานศิลปะโดยคำนึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับความนิยมจากศิลปินร่วมสมัยในหลายประเทศทั่วโลก

ตัดต่อจาก
เอกสารเรื่อง สุนทรียศาสตร์และศิลปะในสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ โดย ดร. อภิชาติ พลประเสริฐ

ดาวน์โหลดเวอร์ชั่นเต็ม MS Word (5.23 MB) ได้ที่
http://www.megaupload.com/?d=UMYWEOO6 หรือ
http://rapidshare.com/files/264049126/Environmental_Art._EDU_Article_Submission.doc.html หรือ

http://sharebee.com/17cd03db

ข้อมูลเพิ่มเติม wikipedia: Environmental art

เสาอโศก (Ashoka Pillar)

August 3rd, 2009 No comments

“เสาอโศก” หรือ “เสาแห่งพระเจ้าอโศก” (Pillars of Ashoka) เป็นเสาสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาในผืนแผ่นดินแห่งชมพูทวีปเมื่อครั้งอดีตกาล สร้างขึ้นโดยพระราชโองการของพระเจ้าอโศก (King Ashoka) กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะ หรือ เมารยะ (Maurya) โดยจะสร้างเสาศิลาปักตั้งไว้ ณ ตำแหน่งของสถานที่ที่เป็นสังเวชนียสถาน และสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  สันนิษฐานว่า การสร้างเสาอโศกไม่เพียงแต่เป็นการระบุถึง ที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนการประกาศถึงพระพุทธศาสนาที่ได้ขยายขอบเขตแว่นแคว้นไปทั่ว ทุกแห่งหนในรัชสมัยของพระองค์ เป็นเครื่องหมายแทนพุทธบูชา และเตือนขุนนางทั้งปวงให้ปกครองราษฎรโดยธรรม


เสาอโศกที่เลาริยะ-นันทครห์ (Lauriya-Nandangarh)

ที่มาของการค้นพบเสาอโศกนั้น มีการพบครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 (คริสต์ศตวรรษที่ 16) ในบริเวณซากเมืองโบราณที่เมืองเดลี โดยนักโบราณคดีชื่อ โทมัส  คอร์ยาต ( Thomas Coryat) ในครั้งนั้น ได้มีการพบแท่งเสาศิลา และอักษรปริศนาที่ไม่เข้าใจในความหมาย จนกระทั่งเมื่อช่วงสมัยที่อังกฤษเข้ายึดครองอินเดียเป็นอาณานิคม เมื่อปี พ.ศ.2373 (ค.ศ.1830) จึงได้มีการสำรวจซากเมือและแท่งเสาหินอีกครั้งโดย เจมส์ ปรินเซบ (James  Prinsep) และได้ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านคือ กัปตันเอ็ดวาร์ด สมิธ (Edward  Smith) และ จอร์จ  เทอนัวร์ (George  Turnour) ร่วมกันศึกษา และสามารถถอดความหมายของจารึกบนแท่งเสาศิลาได้ในที่สุด และพบว่า แท่งเสาหินดังกล่าวนี้เป็นของกษัตริย์ผู้เรียกขานกันว่า “ปิยะทัสสี” (Piyadasi) หมาย ถึง ผู้เป็นที่รักของเทพเทวา หรือก็คือกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า “พระเจ้าอโศก” (King Ashoka) ผู้ครองแผ่นดินโมริยะ (เมารยะ) นั่นเอง

คำจารึกบนเสาอโศก จากเดิมที่เป็นปริศนาไร้คำตอบ กลายมาเป็นความกระจ่างที่นักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์สามารถเข้าใจในเรื่องราว และความหมาย อีกทั้ง คำจารึกดังกล่าวเป็นอักษรพราหมี (Brahmi) อันเป็นอักษรของตระกูลภาษาปรากฤต (Prakrits) ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของชาวบ้านในแคว้นอวันตี เข้าใจว่า เป็นความประสงค์ของพระองค์ที่ต้องการให้ราษฎรสามารถอ่าน และเข้าใจได้โดยง่าย

จารึกอักษรพราหมี (Brahmi) บนเสาอโศก หัวเสาอโศกที่สารนาถ

จากหลักฐานจารึกดังกล่าว ได้บันทึกว่า แต่เดิมนั้นพระเจ้าอโศกมิได้นับถือในพระพุทธศาสนา ตัวพระองค์เองก็สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาคือพระเจ้าจันทรคุปต์ ด้วยการทำสงครามแย่งชิงราชสมบัติกับเจ้าชายสุมนะผู้ เป็นพระเชษฐา  ก่อให้เกิดสงครามเข่นฆ่าระหว่างพี่น้องร่วมสายโลหิต ท้ายสุด พระเจ้าอโศกได้สังหารพระเชษฐา ก่อนที่จะเสด็จขึ้นครองแผ่นดินเป็นกษัตริย์แห่งโมริยะ (เมารยะ) เมื่อพ.ศ.274 (269 ปีก่อนค.ศ)  ในช่วงแรกของการเสวยราชสมบัติ พระเจ้าอโศกทรงปกครองแผ่นดินด้วยความโหดร้าย และโหดเหี้ยมทารุณต่อผู้ที่ขัดขวางอำนาจของพระองค์  ในขณะเดียวกัน ก็ทรงทำสงครามขยายอาณาจักรของพระองค์ออกไปอย่างกว้างไกล  แต่แล้ว เหตุแปรเปลี่ยนที่ทำให้พระเจ้าอโศกกลับกลายจากทรราชเป็นมหาราชนั้น ก็คือ เหตุการณ์เมื่อครั้งทรงทำสงครามครั้งใหญ่กับแคว้นกลิงกะ (Kalinga) เมื่อปีพ.ศ.282 ซึ่งเป็นปีที่ 8 หลังการครองราชสมบัติ  แม้ในครั้งนั้น พระองค์จะเป็นฝ่ายมีชัยชนะในสงคราม แต่ก็ได้ทำให้ประชาชนล้มตายเกลื่อนกลาด ดังที่มีปรากฎในคำจารึกว่า
“…สงครามกับกลิงกะ แม้จักได้เชลยศึกมากว่า 150,000 คน แต่ทว่า ข้าศึกกว่า 100,000  คน ก็ได้ถูกเข่นฆ่าสังหารล้มตายกลางสมรภูมิอย่างน่าเอน็จอนาถใจนัก…”
หลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเศร้าสลดใจ และเริ่มสำนึกในบาปกรรมอันมหันต์  ต่อมา พระเจ้าอโศกได้มาพบพานกับสามเณรน้อย“นิโครธ” ซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าชายสุมนะพระเชษฐาที่พระองค์ทรงสังหาร  สามเณรได้แสดงธรรม และตักเตือนให้พระองค์ละเว้นจากบาปกรรมและให้ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา  ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ทำให้พระเจ้าอโศกทรงสำนึกพระองค์ และทรงประจักษ์แจ้งแล้วว่า “ชัยชนะที่แท้จริงนั้นคือชัยชนะโดยธรรม นี่จึงนับเป็นชัยชนะอันสูงสุด” ดังนั้น นับตั้งแต่นั้นมา พระองค์จึงละเว้นจากบาปกรรมทั้งปวง และทรงทุ่มเทชีวิตให้กับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เพื่อให้พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ออกไปทั่วแผ่นดินของ พระองค์
หลังจากนั้นมา  พระเจ้าอโศกจึงได้โปรดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ที่เมืองปาฏลิบุตร ทรงสร้างสถูปที่สาญจี และส่งพระธรรมฑูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยแบ่งออกเป็น 9 สาย ทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปทั่วทุกดินแดนแว่นแคว้น และไปสู่นานาประเทศในเวลาต่อมา  นอกจากนั้น พระองค์ยังได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมเยือนราษฎร และทรงเสด็จธรรมยาตราตามรอยพระพุทธองค์ โดยเสด็จไปยังพุทธสังเวชนียสถาน และพุทธสถานทั่วทุกหนแห่ง และ ณ ทุกๆ ที่ที่ทรงเสด็จไปถึง จะมีรับสั่งให้สร้าง “เสาศิลา” เพื่อจารึกอักษรถึงความสำคัญของสถานที่ และเหตุการณ์อันสำคัญของพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นประจักษ์พยานสืบต่อไป  ซึ่งการจารึกนั้น มีทั้งการสร้างเสาศิลาที่ทรงประดิษฐานด้วยพระองค์เอง และเสาศิลาที่ทรงให้เจ้าเมืองในแคว้นต่างๆ จัดสร้างขึ้นแทน  รวมทั้งหาก ณ ที่ใดไม่อาจสร้างได้ ก็ให้ใช้วิธีจารึกไว้บนผนัง หรือแผ่นหินต่างๆ แทน  ทำให้ในทุกวันนี้ จึงสามารถพบหลักฐานต่างๆ ดังกล่าวในหลายประเทศปัจจุบัน เช่น อินเดีย ปากีสถาน และ อัฟกานิสถาน เป็นต้น  แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใด สามารถบอกได้ว่า แท้ที่จริงแล้วมีเสาศิลาจารึก หรือที่เรียกกันว่า “เสาอโศก” อยู่จำนวนเท่าใด  แต่ก็มีตำนานเล่าขานกันว่า ทรงโปรดให้สร้างเสาศิลาไว้ถึง  84,000 ต้น (บางบันทึกกล่าวว่าเป็นจำนวนของเจดีย์ 84,000 องค์)
การสร้างเสาอโศกนั้น สร้างจากหินทรายสีแดงอมชมพู (red sandstone) และ หินทรายขาว (white sandstone) โดยใช้หินจากแหล่งหินทรายที่ตำบลจูนาร์ เมืองวาราณสี เสาแต่ละต้นมีขนาดความสูงตั้งแต่ 40 – 70 ฟุต มีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 50 ตัน  ใช้ช่างแกะสลักฝีมือดีในการสร้าง และขนส่งไปยังดินแดนต่างๆ ด้วยการขนส่งทางบก และทางเรือ  ลักษณะของเสาอโศก จะมีรูปร่างเป็นแท่งปล่องเสาเรียวสูงขึ้นสู่ปลายด้านบน  ส่วนฐานเสามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ และค่อยๆ ลดขนาดลงเมื่อถึงปลายหัวเสา ลำต้นเป็นผิวเรียบ ไม่สลักลวดลาย แต่จะมีการแกะสลักจารึกอักษรแสดงถึงความสำคัญของสถานที่นั้นๆ ไว้บนเสา
ทุกวันนี้  เสาอโศกมีตั้งปรากฎอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศอินเดียปัจจุบัน  เสาหลายต้นถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์ บางต้นถูกทำลายโดยธรรมชาติ และพังทลายไปตามกาลเวลา  ในจำนวนเสาอโศกที่มีหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ และยังมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่นั้น  ได้แก่
1.    เสาอโศกที่อัลลาหะบาด (Allahabad) เดิมทีเชื่อว่าตั้งอยู่ที่เมืองโกสัมพี
2.    เสาอโศกที่พุทธคยา (Bodhgaya)
3.    เสาอโศกที่เดลี (Delhi)
จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ต้น เดิมทีนั้นเสาทั้งสองตั้งอยู่ที่เมืองเมรัฐ และ เมืองโทปรา ในรัฐหรยานะ  ต่อมา พระเจ้าเฟโรซ ชาห์ ตุฆลัก (Firuz Shah Tughlug) กษัตริย์ราชวงศ์โมกุล ทรงมีพระบัญชาให้ย้ายเสาทั้งสองต้นมาไว้ที่ กรุงเดลี เมื่อพ.ศ.1899 (ค.ศ.1356)
4.    เสาอโศกที่เลาริยะ-อเรราช (Lauriya-Areraj)
5.    เสาอโศกที่เลาริยะ-นันทครห์ (Lauriya-Nandangarh)
6.    เสาอโศกที่สวนลุมพินี (Lumbini) เมืองกุสินารา (กุสินคร)
7.    เสาอโศกที่นิกาลีสการ์ (Nigalisagar)
8.    เสาอโศกที่รามปุรวะ (Rampurva) หรือ รามปุระ(Rampur)
9.    เสาอโศกที่สาญจี (Sanchi) เมืองโภปาล
10.    เสาอโศกที่สันกิสาร์ (Sankissa) หรือ สังกัสสะ(Sankasa)
11.    เสาอโศกที่สารนาถ (Sarnath) ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
12.    เสาอโศกที่สาวัตถี (Sravasti)
13.    เสาอโศกที่เวสาลี (Vaishali)

จุดเด่นที่สุดของเสาอโศกนั้น ก็คือ “ประติมากรรมบนหัวเสา”  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรูปสิงห์แกะสลัก  ประดิษฐานอยู่บนยอดด้านบน  เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่องอาจดั่งราชสีห์ และส่งเสียงคำรามแผ่ไพศาลไปไกลแสนไกล  นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์รูปธรรมจักร และดอกบัวตรงบริเวณด้านล่างของแท่นหัวเสา อันเป็นนัยยะแทนพระธรรมคำสอน และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในบรรดาประติมากรรมรูปสิงห์ หรือสิงโตบนเสาอโศกที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์นั้น ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ “หัวเสาอโศกรูปสิงโตสี่ตัว” นั่งหันหลังชิดติดกัน โดยหันหน้าไปทางทิศทั้งสี่  เป็นประติมากรรมบนหัวเสาอโศกที่เมืองสารนาถ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสารนาถ (อนึ่ง รูปสิงโตสี่ตัวนี้ ต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นตราแผ่นดินของประเทศอินเดียปัจจุบัน) แต่ทว่า ส่วนลำต้นของเสาอโศกนั้นได้แตกหักออกเป็นสี่ส่วน  ดังนั้น หากรวมความสูงของเสาอโศกที่สารนาถต้นนี้ จะมีความสูงทั้งหมดรวม 50 ฟุต
ประติมากรรมยอดหัวเสารูปสิงโตที่มีชื่อเสียงอีกแบบหนึ่งนั้นก็คือ “หัวเสาอโศกรูปสิงโตเดี่ยว” เป็นประติมากรรมรูปสิงโตนั่งเพียงตัวเดียว มีให้เห็นที่เสาอโศกเมืองเวสาลี และ เสาอโศกที่เลาริยะ-นันทครห์
หัวเสาอโศกไม่ได้มีเพียงแต่รูปสิงโตเท่านั้น  ยังมีหัวเสาอโศกบางแห่งที่สร้างเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใคร่เป็นที่รู้จัก กันมากนัก เช่น “หัวเสาอโศกรูปช้าง” ซึ่งมีให้เห็นเฉพาะที่เสาอโศกที่สันกิสาร์ (สังกัสสะ) และ “หัวเสาอโศกรูปวัว” ซึ่งปรากฎอยู่บนหัวเสาอโศกที่รามปุรวะ (รามปุระ) เป็นต้น

หัวเสาอโศกรูปวัว ที่รามปุรวะ(รามปุระ) หัวเสาอโศกรูปช้าง ที่สันกิสาร์(สังกัสสะ)

ดังนั้น  จากที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงเห็นได้ว่า “เสาอโศก” ไม่เพียงเป็นแค่ศิลปกรรมชิ้นเยี่ยมหรือเป็นเพียงหลักฐานแห่งอดีตกาลอัน รุ่งโรจน์ของชมพูทวีปเท่านั้น แต่ยังมีความยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลกอย่างหาที่เปรียบมิได้ เพราะประวัติศาสตร์ของเสาอโศกก็คือ ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ที่ทำให้ทุกวันนี้ ชาวพุทธจึงได้ทราบถึงสถานที่ที่แท้จริงของพุทธสถาน และสังเวชนียสถานทั้งสี่ รวมทั้งเรื่องราวหลังสมัยพุทธกาลที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


2 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Bangkok Computer Graphic Plus 2009 31 กค. – 2 สค. 52

August 1st, 2009 No comments

ผลงานน้องม่อน Omonto สองชิ้นทางซ้าย
[ ซ้ายมือสองภาพ งานของ มอนต์ oMonTo (๓๖), ภาพขวา งานของ พี่วิท RoNoBoy (๓๕) ]

Bangkok Computer Graphic Plus 2009 งานกิจกรรมคอมพิวเตอร์กราฟิก แอนิเมชั่น และดีไซน์ ที่ยิ่งใหญ่ สำหรับปี 2552  ประกอบไปด้วย
- การแสดงผลงาน
- การบรรยาย สาย production, สายสื่อและสิ่งพิมพ์, สายนักออกแบบ (ตลอดทั้ง 3 วัน)
- การประกวด

จัดที่ หอศิลป์กรุงเทพฯ ใช้พื้นที่ตั้งแต่ ชั้นล่าง ถึง ชั้น 4
ผมไปเดินเมื่อวัน ศุกร์ 31 กค.

ผลงานนักศึกษา

3D จาก ศิลปากร

งานออกร้าน

ส่วนของการบรรยาย (จากนิตยสาร idn)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ กระทู้ในเว็บบอร์ด
หรือเว็บผู้จัดงาน www.cgplusmag.com

หลังจากงานนี้ หอศิลป์กรุงเทพ จะปิด
6 วัน เพื่อเตรียมงานนิทรรศการ และพิธีเปิดหอศิลปฯ อย่างเป็นทางการ
โดยจะเปิดให้บริการตามปกติในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2552

ตลาดสามย่าน สามยุค

August 1st, 2009 No comments

ตั้งแต่ผมเข้าเรียน ครุศิลป์ ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดสามย่าน สามยุคสมัย

ยุคแรก ตลาดสามย่านอยู่บริเวณ แยกสามย่าน จุฬาซอย ๑๕ ซึ่งเข้าได้จากซอย ๕๒ และ ๕๔ (ดูพิกัด N13.734112, E100.527842 ) เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ สภาพเหม็น เฉอะแฉะ พยายามไม่เฉียดกรายเข้าใกล้ ตัวตลาดสดและร้านอาหารอยู่ชั้นล่างด้วยกัน (ชั้นบนเป็นที่พัก) เพื่อนๆ นิยมนั่งกินที่ร้านเซี่ยงไฮ้ (หรือร้านเฮียอ้วน) กินไปนั่งดูหนูวิ่งกันขวักไขว่

ยุคถัดมา ปี ๒๕๓๐ มีการก่อสร้างอาคารใหม่ตำแหน่งเดิม สองชั้น ร้านอาหารย้ายไปอยู่ชั้นบนทั้งหมด สะอาดเรียบร้อยขึ้น แต่ก็ยังคงมีสภาพเหมือนตลาดสดทั่วไป ที่มีกลิ่น แม้จะทำควมสะอาดขัดล้างพื้นทุกวัน จำได้ว่าป้ายหน้าตลาดสามย่าน ทำด้วยไฟเบอร์กลาส และพี่ดำ(14) เป็นคนรับทำ

ป้ายชื่อตลาดสามย่าน

ภาพจาก http://www.shicu.com/new_shicu/161.0.html

ตลาดสามย่านเดิม ขายวันสุดท้ายถึง ๘ มิย. ๒๕๕๑ โดยย้ายมาอาคารหลังใหม่อยู่ลึกหน่อย เมื่อวันที่ ๙ มิย. ๒๕๕๑ (โครงการตั้งแต่ปี ๒๕๔๐)
เข้ามาทางจุฬาซอย ๙ จนเจออาคารตลาด ระหว่างจุฬาซอย ๓๔ กับ ๓๒  ข้างสนามจุ๊บ (พิกัด ในกูเกิ้ลแม็พ N13.736958, E100.524825) อาคารสองชั้นสวยงาม ได้รับรางวัลตลาดดีเด่น

จอดรถได้ที่ อาคารจามจุรี๙ ค่าจอด ชั่วโมงละ ๑๐ บาท

พื้นชั้นล่างเป็นหินขัด จัดแบ่งเป็นบล็อก สำหรับแต่ละร้าน

เรียกได้ว่า สะอาดสะอ้านมาก (แทบจะ)ไร้กลิ่น พื้นไม่เฉาะแฉะ คล้ายอย่างตลาดในยุโรป (เท่าที่เคยเห็นจากสเปน)

ชั้นสอง เปิดโล่งข้างหนึ่ง ร้านอาหารอยู่ชิดริมข้างหนึ่ง ภายในทาสีขาว โชว์โครงสร้าง สะอาดโล่งโปร่งตา

วันนี้ ผมแวะร้านเซี่ยงไฮ้ ด้วยนิยม “หมื่นลี้ราดข้าว” มาช้านาน
บ้างมีตำนานว่า “หมื่นลี้” ถูกคิดค้นสูตรนำเสนอเฮียอ้วน โดยรุ่นพี่ครุศิลป์ (รุ่น16)

หมื่นลี้ ออริจินอล ประกอบด้วย วุ้นเส้นผัดกับพริกเผา ใส่ไข่ ใส่หมูสับ ใส่คะน้า (หรือผักกระเฉด)
หมื่นลี้ ก็มีหลายเวอร์ชั่น ตามมาเป็นพรวน ด้วยการเปลี่ยนจากหมูสับ เป็นทะเล หรืออื่นๆ ฯลฯ
และมีขายหลายร้าน ทำออกมาคล้ายๆ กัน

ก็ยังคง “อย่านั่งข้ามโซน” เด๋วจะมีปัญหา
ร้านเซี่ยงไฮ้ ขายอาหารตามสั่ง หมื่นลี้ และเปิดควบกับ ร้านสเต็ก เหมือนเดิม
แฟนเฮียอ้วน เดินมาเก็บเงิน เลยมีโอกาสทักทายกันเล็กน้อย
ราวกับจำผมได้ และเอ่ยถามว่า “ไม่ได้มานานเลยนะ”
ซึ่งปกติ ผมก็นั่งกินเงียบๆ ไม่ค่อยได้เสวนา แต่ก็แวะไปกินหมื่นลี้ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส แม้จะนานๆ ครั้ง
เด็กๆ นิยมกินสเต็ก แต่ก็กินกันอยู่ร้านต้นๆ เดินมาไม่ถึงร้านนี้หรอก

ร้านค้ายังคงเดิม อาหารก็เหมือนเดิม คนทำ-คนกินก็คนเดิม
เปลี่ยนก็แต่สถานที่ กับใจคนที่เคยมาด้วย ฮา

ไหว้พระพรหม หน้าตลาด มีโอกาสจะมากินหมื่นลี้อีก

Painting by Numbers 19 สิงหา – 10 ตุลา

August 1st, 2009 No comments

ขอเรียนเชิญเป็นเกียรติในงานเปิดนิทรรศการ

วันที่ 19 สิงหาคม 2009 เวลา 18:30-20:30 น.

ณ ชั้น 2 หอศิลป สมบัติเพิ่มพูน

หอศิลป์สมบัติเพิ่มพูนยินดีเสนอนิทรรศการผล งานจิตรกรรมจากศิลปินทั้งสี่ ที่สะท้อนบทบาท สถานะ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และระบบตัวเลขที่อยู่รอบตัวเรา

Painting by Numbers
โดย ท๊อป จ่างตระกูล, , เฉกสันติ์ คังคะเกตุ และ สืบแสง แสงวชิระภิบาล

วันที่ 19 สิงหาคม – 10 ตุลาคม 2552

ชั้น 2 หอศิลป์ สมบัติเพิ่มพูน
12 สุขุมวิท ซอย 1 (รื่นฤดี) คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

กล่าวอย่างหยาบๆ มนุษย์หาวิธีในการนับด้วย Tally Marks ตั้งแต่ 30 000 B.C. ก่อนคริสต์ศักราช
มนุษย์ เรียนรู้การสร้างสัญลักษณ์เพื่อการจดจำ, บันทึกจำนวนสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่นำมนุษย์วิวัฒนาการสิ่ง ต่างๆ หลังจากนั้นเป็นต้นมา

Arabic             ١ ٢ ٣ ٤ ٥ ٦ ٧ ٨ ٩ ١٠
Bangla (Bengali)         ১ ২ ৩ ৪ ৫ ৬ ৭ ৮ ৯ ১০
Chinese            一 二 三 四 五 六 七 八 九 十
Devanagari             १ २ ३ ४ ५ ६ ७ ८ ९ १०
Classical Greek          α β γ δ ε ζ η θ ι κ
Hebrew              א ב ג ד ה ו ז ח ט י
Latin-Arabic             1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
Malayalam             ൧ ൨ ൩ ൪ ൫ ൬ ൭ ൮ ൯ ൧൦
Phoenician             A B ┌ Δ E ζ Z H θ I
Roman             I II III IV V VI VII VIII IX X
Suzhou             〡 〢 〣 〤 〥 〦 〧 〨 〩 〡〇
Thai                 ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐

ระบบ ตัวเลขของโลก (Numeral Systems) หรือเราสามารถเรียก ระบบตัวเลขเฉพาะถิ่น ที่ส่งอิทธิพลต้นแบบกันไปมานั้น ไม่ต่างอะไรกับ การส่งผ่านวัฒนธรรมทางภาษา และวิทยาการกาลเวลาของกระบวนคิดระบบต่างๆ มีส่วนเข้ามาผัวพันกับตัวเลขแทบทั้งสิ้น มนุษย์นับตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้าย ระบบตัวเลขสอดแทรกร่วมกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสมัย Middle Age ยุคกลาง การวิวัฒนาการของ กระบวนการ ทางความคิดในทาง การประดิษฐ์ การแพทย์ ศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม ล้วนได้พึ่งพา ทักษะของระบบตัวเลข หากมองอย่างผิวเผิน ระบบตัวเลขเปรียบเสมือนได้กับ โครงสร้างที่มั่นคงแน่นนอน อย่างไรก็ตาม เมื่อนำตัวเลขมาปะติดปะต่อกันในรูปแบบไม่รู้จบ Chaos Theory ก็สร้างการรับรู้ ที่น่าทึ่งอย่างมากทั้งรูปแบบ และวิธีการคำณวน ตลอดจนการล้มล้างทางทฤษฏีในประวัติศาสตร์

ในงานนิทรรศการศิลปะ Painting by Numbers หยิบยืมระบบตัวเลขในการตีความ และถ่ายทอดเรื่องราวที่มีตัวเลขข้องเกี่ยวอยู่ด้วย หรือ สร้างการรับรู้ใหม่ต่อระบบตัวเลข อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า ระบบตัวเลขมีผลต่อมนุษย์ และในทีท่าปัจจุบัน เรื่องราวของระบบตัวเลขเร่งให้มนุษย์อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่มนุษย์สร้างขึ้น เอง ไม่ว่าจะเป็น การเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศาสนา จึงทำให้ตัวเลขมีเสน่ห์ และมิติอย่างมากมาย

ศิลปินทั้งสี่ในนิทรรศการนี้, ท๊อป จ่างตระกูล, สุจินต์ วัฒนวงศ์ชัย, เฉกสันติ์ คังคะเกตุ และ สืบแสง แสงวชิระภิบาล ได้เคยนำเสนอผลงานศิลปะที่เกี่ยวกับระบบตัวเลขมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น

ท๊อป จ่างตระกูล Theory series - การเปลี่ยนระบบคิด คณิตศาสตร์ที่น่าเบื่อหน่ายซับซ้อนที่เกิดจากความทรงจำไม่ดีในวัยเยาว์ให้ เป็นสีสัน และความน่าตื่นเต้น ดังกับการผจญภัยบนการเดินทางของตัวเลข และเส้นสายที่ทับซ้อน สร้างความรู้สึกให้ผู้ชมจะผละสายตาไม่ยังจุดต่างๆ รอบๆ ผลงาน

สุจินต์ วัฒนวงศ์ชัย , Middle Game series -นำ เสนอมิติทางตัวเลขที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริบททางพื้นที่ ทางสังคม อัตตลักษณ์ทางถิ่น ฐาน ช่วงเวลา และเหตุการณ์ ที่เรียงร้อยผ่านตัวเลข จากแหล่งที่มาต่างกรรมต่างวาระ เช่น ถนนหนทาง สื่อโฆษณา โทรศัพท์ กำหนดการ ปฏิทิน ฯลฯ แนวทางดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของ วิถีการปรับเปลี่ยน การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนในศตวรรษที่ 21 ในทางเดียวกันก็ฟ้องความสิ้นเปลืองของมนุษย์

เฉกสันติ์ คังคะเกตุ, Unseen Thailand – “ทุนอันเป็นที่นิยมบนยุคสมัยแห่งโลกาภิวัตน์” ลักษณะเช่นนี้น่าจะสะท้อนกระบวนคิดได้ดีที่สุดสำหรับผลงานจิตรกรรมของเฉกสันติ์
ข้อมูล และสถิติที่เป็นฐานทางความคิดของการสร้างสรรค์ ระบบ “ทุนอันที่ นิยม” ถูกหยิบยกมาเป็นเหตุในการวิพากย์ วิจารณ์ในลักษณะ การขีดฆ่า การลบทิ้ง อย่างไรก็ตาม ผลงานชุดนี้จะเปิดเผยการดำรงอยู่ของปรากฏการณ์ระหว่าง วัฒนธรรมทางสังคมวิทยา และทุนนิยม

สืบแสง แสงวชิระภิบาล I.E.M., series -  สะท้อนความสมดุล และความไม่สมดุล ในปรากฏการณ์เดียวกัน และการกล่าวถึงระบบตัวเลขในความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะผู้นำ และผู้ตาม ความแปลกประหลาดของการนับจำนวนมีผลสัมพันธ์กันกับอำนาจ วีรบุรุษ ชัยชนะ และฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งผลงานทางด้านจิตรกรร หรือ สื่อผสม โดยนำตัวเลขมาใช้ในการสร้างสรรค์ และสะท้อนปัจเจกของศิลปิน ทั้งทางด้านกระบวนทางความคิด และ
รูปแบบเฉพาะตัว สำหรับนิทรรศการนี้เป็นการต่อยอดทางความคิดที่มีระบบตัวเลขในการนำเสนอ อีกครั้งหนึ่ง และได้เพิ่มเติมบริบทต่างๆ ที่ศิลปิน ได้รับต่อสถานะการณ์ และช่วงเวลาในปัจจุบัน เช่น การกล่าวถึงสังคม-วัฒนธรรมวิทยาที่รุกเร้าเร่งร้อน ในการมองผลลัพธ์ทางตัวเลข การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสร้างคำถาม ฐานทางคณิตศาสตร์ที่ไม่มีคำตอบ การนำเสนอวิถีชีวิตข้างถนนกับตัวเลข ผู้นำกับความสัมพันธ์ทางตัวเลข ความ สมดุลที่ไม่สมดุลบนตัวเลขประวัติศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น ผลงานจิตรกรรมของศิลปินทั้งสี่ จะสะท้อน บทบาทสถานะ ความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ และระบบตัวเลขที่อยู่รอบตัว

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ต้องการรูปถ่าย กรุณาติดต่อ ปนัดดา เลิศหัตถศิลป์, ผู้จัดการ
โทร. 0.2254.6040.6  โทรสาร 0.2254.6048,  มือถือ 081.826.1434
panada@sombatpermpoongallery.com อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน ,
www.sombatpermpoongallery.com

ข้อมูลจาก email พี่สุจินต์ (เสือป๊อก) sujinw@hotmail.com อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

และเว็บ http://www.sombatpermpoongallery.com/gict/exhibition_show/Painting%20by%20Numbers

แผนที่ และบัตรเชิญ คลิกที่นี่

เสาโอเบลิสก์ดำ (Black Obelisk)

July 28th, 2009 No comments

“โอเบลิสก์ดำ” หรือ “แบล็ค โอเบลิสก์” (Black Obelisk) เป็นหนึ่งในเสาหินโบราณแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ประติมากรรมบนเสาหินของพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 (King Shalmaneser III ) แห่งอาณาจักรอัสสิเรีย (Assyria) นับเป็นสิ่งล้ำค่าของศิลปกรรมยุคโบราณที่อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่กลับมีคุณค่าสุดประเมินได้จากภาพแกะสลักบนเสาหิน

เพราะนี่คือ “เสาที่เป็นสัญลักษณ์บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตอันเรืองโรจน์ของอาณาจักรอัสสิเรีย กับความสัมพันธ์ต่อชาวยิว และคริสต์ศาสนา” และเนื่องจากแท่งเสาหินดังกล่าว สกัดขึ้นจากแท่งหินปูนสีดำ และมีลักษณะคล้ายคลึงกับเสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ ทำให้นักประวัติศาสตร์ศิลป์นิยมเรียกเสาหินนี้ว่า “โอเบลิสก์ดำ”

เสาโอเบลิสก์ดำ ปัจจุบันอยู่ที่ The British Museum ประเทศอังกฤษ

ในช่วงที่อาณาจักรอัสสิเรียเรืองอำนาจในดินแดนเมโสโปเตเมียนั้น พระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 (ครองราชย์ในช่วง 858 – 824 ปีก่อน ค.ศ.) พระองค์ได้ทรงขยายดินแดนแผ่กว้างออกไปจนยิ่งใหญ่ไพศาล สร้างความเกรียงไกรให้แก่ชนเผ่าอื่นๆ จนยอมศิโรราบต่อกำลังกองทหารของอัสสิเรีย ทำให้เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว จึงได้เกิดการสร้างเสาหินโอเบลิสก์ดำขึ้น สันนิษฐานกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 825 ปีก่อน ค.ศ. เดิมที เมื่อตอนแรกขุดค้นพบเสาโอเบลิสก์ดำนั้น พบที่บริเวณซากพระราชวังของอัสสิเรียที่คาลฮู (Kalhu) (ปัจจุบันก็คือเมืองนิมรัต(Nimrud) ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก) แต่ภายหลัง เสาโอเบลิสก์ดำได้ถูกลักลอบนำออกไปยังสหราชอาณาจักร(อังกฤษ) ปัจจุบันนี้ เสาโอเบลิสก์ดำ ตั้งอยู่ในโซนศิลปกรรมเมโสโปเตเมียใน “บริติชมิวเซียม” (The British Museum) ประเทศอังกฤษ อีกทั้งยังมีเสาโอเบลิสก์ดำในลักษณะแบบเดียวกันนี้ จำลองไว้ที่ “สถาบันตะวันออกแห่งชิคาโก” (The Oriental Institute) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

ลักษณะของ “เสาโอเบลิสก์ดำ” เป็นแท่งหินปูนสีดำสนิท แกะสลักขึ้นมาจากหินเพียงก้อนเดียว มีความสูง 197.85 เซนติเมตร กว้าง 45.08 เซนติเมตร บนชั้นปลายสุดของเสาจะสร้างคล้ายรูปซิกกูรัต ซ้อนๆ กันสามชั้น และสาเหตุที่ทำให้ “เสาโอเบลิสก์ดำ” มีคุณค่าทั้งต่อวงการศิลปะ และประวัติศาสตร์นั้น มาจากภาพประติมากรรมนูนต่ำที่แกะสลักไว้รอบๆ ตัวเสาทั้งสี่ด้าน ในบริเวณเสาของแต่ละด้านจะแบ่งออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 5 ช่อง เรียงจากแถวบนลงล่าง และเมื่อรวมทั้งสี่ด้านของตัวเสา ทำให้มีภาพประติมากรรมรวมกันทั้งหมด 20 ภาพ และในแต่ละช่องนั้น มีการแกะสลักภาพประติมากรรมที่เล่าถึงเหตุการณ์ในยุคสมัยของพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3 และพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่สามารถพิชิตแว่นแคว้นต่างๆ จนยอมศิโรราบต่ออาณาจักรอัสสิเรีย โดยในแต่ละภาพนั้นจะแกะสลักตัวอักษรรูปลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม (Cuneiform) กำกับไว้อย่างละเอียด อีกทั้งยังมีการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เพิ่มเติมด้วยการแกะสลักไว้บนส่วนยอดด้านบนทั้งสามชั้นตลอดทั้งสี่ด้าน ทำให้สามารถศึกษาเรียนรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ในรัชสมัยของพระองค์ได้อย่างกระจ่าง

รายละเอียดบางส่วนทางด้านซ้ายของเสาโอเบลิสก์ดำ

ความสำคัญประการหนึ่งของ “เสาโอเบลิสก์ดำ” นั้น อยู่ที่บริเวณภาพประติมากรรมแกะสลักบริเวณด้านหน้า มีการสร้างเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำ เล่าถึงชนเผ่าโบราณที่อาณาจักรอัสสิเรียเข้ายึดครอง และอาณาจักรต่างๆ เหล่านั้นได้ส่งตัวแทน และคณะฑูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระองค์ เรียงจากด้านบนลงล่าง ได้แก่
1. ชนเผ่ากิลซานู (Gilzanu) เป็นอาณาจักรโบราณทางทิศตะวันตกของอิหร่านปัจจุบัน
2. ชนเผ่าเจฮู (Jehu) หรือก็คือดินแดนแห่งอาณาจักรอิสราเอลโบราณ
3. ชนเผ่ามุสรี (Musri) สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาณาจักรโบราณทางตะวันออกของอิหร่านปัจจุบัน
4. ชนเผ่าซูฮี (Suhi) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของซีเรียและอิรักปัจจุบัน
5. ชนเผ่าพาตินา (Patina) เป็นดินแดนโบราณทางตอนใต้ของตุรกี

ประติมากรรมนูนต่ำช่องที่สอง แสดงถึงคณะทูตจากเจฮูถวายเครื่องราชบรรณาการต่อพระเจ้าชาลมาเนเซอร์ที่ 3

ในจำนวนนี้ ภาพประติมากรรมช่องที่ 2 ที่กล่าวถึง “ชนเผ่าเจฮู” (Jehu) เป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสำคัญสูงสุด เพราะคำว่าเจฮูไม่ได้หมายถึงชื่อของชนเผ่า แต่เป็นคณะทูตจากกษัตริย์ชาวยิวผู้มีพระนามว่า “เจฮู” และเป็นประจักษ์พยานถึงดินแดนเก่าแก่ของอาณาจักรอิสราเอลโบราณ ซึ่งครั้งหนึ่งชาวยิวเคยตั้งรกรากครอบครองดินแดนอิสราเอลมาช้านาน แต่ได้ถูกอาณาจักรอัสสิเรียบุกรุกเข้ายึดครอง ดังนั้น คำจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์มที่แกะสลักไว้ มีข้อความแปลได้ว่า
“พวกชนเผ่า(ของ)เจฮู , ผู้บุตรแห่งอัมรี : ข้าได้รับสิ่งบรรณาการเหล่านั้นด้วย ทองคำ เงิน ภาชนะและจอกทองคำ คฑาแห่งราชันย์และหอกศาสตรา”
คำว่า เจฮู (Jehu) นั้น คือพระนามของกษัตริย์ชาวยิวแห่งอาณาจักรอิสราเอล เมื่อราว 841 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งตรงกับเนื้อหาที่ว่าด้วยการรุกรานของอัสสิเรีย ดังที่มีกล่าวไว้ในไบเบิ้ล หรือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาฉบับเดิม (The Old Testament) ด้วยหลักฐานของอัสสิเรียในเสาโอเบลิสก์ดำ จึงกลายมาเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ ศิลปะ และ ศาสนา รวมไว้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างน่าสนใจยิ่ง


เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
28 July 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Proudly using Dynamic Headers by Nicasio WordPress Design