Google reader ช่วยการติดตามอ่านหลายเว็บ

July 28th, 2009 No comments

ภาพหน้าจอ Google reader

สำหรับใครที่ติดตามอ่านเว็บหลายแห่ง อาจจะใช้วิธีจัดเก็บรายชื่อเว็บไซท์ต่างๆ ไว้ใน add Bookmarks หรือ add Favourites ซึ่งเมื่อจะเข้าชม ก็ไปคลิกใน บุ๊คมาร์ค เพื่อเปิดหน้าเว็บนัั้นๆ อีกที

วันนี้จะขอเสนอ Google reader ใช้สำหรับติดตามอ่านข้อมูลข่าวสารอัพเดทเหล่านั้น ง่ายมาก เพียงเข้าไปสมัครที่ http://reader.google.com/ (ควรจะสมัครใช้ Gmail ฟรีด้วย) สมัครแล้วก็ ใส่(add) URL เว็บที่ต้องการติดตามได้เลย

เว็บไซท์ใหม่ๆ ปัจจุบัน จะมีระบบ RSS feed ในตัว
(อาร์เอสเอสฝีด ย่อมาจาก Really Simple Syndication อ่านเพิ่มเติมที่ wikipedia)
ไอคอน หน้าตาแบบนี้ (icon RSS) มีหน้าที่ รวบรวมข้อมูลอัพเดทของเว็บเก็บไว้เป็น ไฟล์มาตรฐานรูปแบบหนึ่ง เพื่อเผยแพร่ ให้เว็บอื่นๆ หรือใครก็ตามที่ต้องการดึงข้อมูลไปแสดงผล (อาจจะคุ้นเคยกับเว็บที่มีกรอบหน้าต่างแสดง ราคาทองวันนี้, ราคาน้ำมัน, ตลาดหุ้น, หวย ฯลฯ)

หลังจากสมัคร เปิดแอคเค้าท์ กับกูเกิ้ลรีดเดอร์ แล้วล็อกอิน จะเห็นหน้าตาคล้ายๆ ภาพซ้าย (Home)

- คลิกที่ปุ่ม Add a subscription แล้วกรอก URL เว็บที่ต้องการติดตามอ่าน เช่น
http://www.artedchula.com/arted หรือ

http://www.artedchula.com/web

- จะปรากฏรายชื่อเว็บที่สมัครไว้ ในกรอบเมนูทางซ้ายมือ
- เสร็จเรียบร้อย
(ในกรณีที่ บางเว็บไม่มี RSS feed ก็จะสมัครไม่ได้)

กูเกิ้ลรีดเดอร์ จะทำการดึงข้อมูลผ่านทาง อาร์เอสเอสฝีด มาเก็บไว้แสดงผลให้เราอ่าน
ยิ่งสมัครหลายๆ เว็บไซท์ ก็ทำให้เราสามารถเฝ้าติดตามอ่านข้อมูลเว็บทั้งหมดได้ง่าย ผ่านกูเกิ้ลรีดเดอร์ ตัวเดียว โดยที่ ข้อมูลอัพเดทของทุกเว็บ จะถูกจัดเรียงแสดงผลไตเติ้ล ตามเวลาที่เว็บนั้นอัพเดทข้อมูลอัตโนมัติ (เหมือนดูรายการกระทู้ในเว็บบอร์ด) เพียงคลิก All items และเมื่อคลิกไตเติ้ล ก็จะแสดงภาพหน้าเว็บพร้อมข้อมูลของเว็บนั้น (ขึ้นอยู่กับ เว็บต้นทางว่าจะส่งข้อมูลอะไรมาให้แสดงผลบ้าง, ดูตัวอย่างภาพทางขวา)

เป็นวิธีการใช้งานเบื้องต้นคร่าวๆ ยังสามารถปรับแต่งรายละเอียดการแสดงผลได้อีกหลายอย่าง ค่อยๆ ลองเล่นกันดูครับ สะดวก ง่าย

อ.สัญญา แสดงผลงาน ที่ Germany 8 May-June 2009

July 27th, 2009 No comments

การแสดงจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 8 พ.ค.52
Thai artists “INDIVIDUALIST GROUP” Sanya, Somsak , Sugree
ที่ Galerie Kunsthofle Stuttgart Germany
8  May-June 2009


อ่านเพิ่มเติม คลิกที่นี่

เสาโอเบลิสก์ (Obelisk)

July 21st, 2009 No comments

คำว่า “โอเบลิสก์” (Obelisk) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ  Obeliskos หมายถึง เหล็กแหลม เข็ม  หรือ เสาปลายแหลม ลักษณะของเสาโอเบลิสก์จะเป็นเสาสูง สร้างจากหินแกรนิตขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว ฐานของเสาจะกว้างและค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นสู่ยอดด้านบนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสี่ด้าน ยอดบนสุดจะเป็นลักษณะเหมือนปิรามิด และมักนิยมหุ้มหรือเคลือบด้วยโลหะ เช่น ทองคำ เหล็ก หรือ ทองแดง เป็นต้น
เสาโอเบลิสก์เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ เป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางสู่วิหารเทพเจ้า ปกติจะนิยมสร้างขึ้นเป็นคู่ ตั้งอยู่ ณ บริเวณทางเข้าวิหาร ตัวอย่างเช่นที่ วิหารลักซอร์ หรือ วิหารคาร์นัค เป็นต้น บริเวณรอบๆ เสาโอเบลิสก์จะแกะสลักเป็นร่องลึกด้วยอักษรเฮียโรกลิฟฟิค บอกเล่าถึงฟาโรห์ผู้สร้าง และเรื่องราวของการสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า ดังนั้น เสาโอเบลิสก์จึงเป็นเสมือนหนึ่งเสาอนุสรณ์ บ่งบอกถึงนัยยะแห่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์โบราณ

เสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ  โอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I)
เสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ  โอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I )

“โอเบลิสก์” หรือ “เสาโอเบลิสก์” เป็นที่รู้จักกันในโลกตะวันตก มาจากคำพรรณนาของนักปราชญ์กรีกนามว่า ฮีโรโดตุส (Herodotus) ซึ่งได้เดินทางไปเห็นโอเบลิสก์ที่อียิปต์ และได้ลงบันทึกเขียนเล่าถึงลักษณะของโอเบลิสก์จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งในกรีก และโรมัน

ที่มาแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างเสาโอเบลิสก์นั้น  สันนิษฐานว่า “โอเบลิสก์” น่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา(Ra) หรือ อามอน เร (Amon Re) ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดเหนือเหล่าเทพทั้งปวง  ในประเด็นดังกล่าวนี้ ยังสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานในงานค้นคว้าเรื่องโอเบลิสก์ของนักประวัติศาสตร์ อียิปต์คือ แพทริเซีย แบล็คเวล การ์รี่ (Patricia Blackwell Gary) กับนักดาราศาสตร์ ริชาร์ด ทัลคอต (Richard Talcott) ที่กล่าวว่า รูปร่างของเสาโอเบลิสก์นั้น ชาวอียิปต์โบราณน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า Sun pillar หรือ เสาสุริยะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของลำแสงพระอาทิตย์เมื่อฉายแสงยามรุ่งอรุณ และยามอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า  แสงจากดวงอาทิตย์เมื่อส่องประกายริมขอบฟ้าเหนือท้องทะเล จะสะท้อนกับผิวน้ำ จนแลดูคล้ายเสาสุริยะ หรือสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา

ปรากฏการณ์ Sun pillar หรือ เสาสุริยะ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk)
ปรากฏการณ์ Sun pillar หรือ เสาสุริยะ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk)

มีบันทึกว่า  เสาโอเบลิสก์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด และยังคงอยู่ในปัจจุบันนั้น คือ เสาโอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 (The Obelisk of Senusret I ) ซึ่งเป็นฟาโรห์ในสมัยราชวงศ์ที่ 12 ( 1991 – 1786 ปีก่อนค.ศ. ) เป็นเสาโอเบลิสก์จากหินแกรนิตแดง สูง 68 ฟุต หนัก 120 ตัน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Al-Matariyyah กรุงไคโร ประเทศอียิปต์    ส่วนเสาโอเบลิสก์ที่มีความสูงที่สุดในโลกนั้น คือ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk) มีขนาดความสูงถึง 105.6 ฟุต หนัก 455 ตัน  ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ลานจัตุรัสหน้า Lateran Basilica กรุงโรม ประเทศอิตาลี
แม้ว่า  โอเบลิสก์จะมีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ แต่เมื่อยามอียิปต์เสื่อมอำนาจลง เสาโอเบลิสก์ได้กลายมาเป็นที่นิยมของมหาอำนาจแห่งอาณาจักรโบราณ คือ จักรวรรดิโรมัน  ที่ได้ขนย้ายเสาโอเบลิสก์ไปสู่โรมันเป็นจำนวนมาก ทำให้ในทุกวันนี้ มีปรากฏเสาโอเบลิสก์ในดินแดนเดิมของโรมัน ซึ่งก็คือ ชาติตะวันตกหลายประเทศในยุโรปมากกว่าเสาโอเบลิสก์ที่มีหลงเหลืออยู่ในประเทศ อียิปต์ปัจจุบัน
เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์โบราณที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกทุกวันนี้ มีจำนวน 29 เสา  เป็นเสาที่ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ปัจจุบันจำนวน 9 เสา ส่วนอีก 20 เสานั้น กระจายกันอยู่ในประเทศต่างๆ คือ ในประเทศอิตาลี 11 เสา (รวมนครรัฐวาติกัน)  สหราชอาณาจักร 4 เสา  ส่วนในประเทศฝรั่งเศส โปแลนด์ อิสราเอล ตุรกี และ สหรัฐอเมริกา  มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่ประเทศละ 1 เสา


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/76-obelisk
เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
21 July 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาปีศาจ (ชังซึง 장승)

July 12th, 2009 No comments

“เสาปีศาจ” (Devil pole) คือเสาสัญลักษณ์ที่ชาวเกาหลีเรียกกันว่า “ชังซึง” (Jangseung) จะสามารถพบเห็นเสาปีศาจดังกล่าวได้ในแถบหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลของเกาหลี มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความพิทักษ์ปกป้องชาวบ้านให้พ้นจากเคราะห์ร้าย และวิญญาณชั่วร้ายทั้งปวง ชาวบ้านจะนิยมปักเสาปีศาจ หรือ ชังซึง ไว้ตรงหน้าทางเข้าสู่หมู่บ้าน หรือไม่ก็ในบริเวณภายในใจกลางของหมู่บ้าน พวกชาวบ้านจึงมักจะมารวมตัวกันเพื่อสวดอ้อนวอนต่อเสาปีศาจ ให้สำแดงอิทธิฤทธิ์ในการปราบวิญญาณร้าย และอารักขาชาวบ้านให้รอดพ้นจากสิ่งร้ายๆ ทั้งหลาย

เสาปีศาจหรือ “ชังซึง” ที่ซุนชอน
เสาปีศาจหรือ “ชังซึง” ที่ซุนชอน

เสาปีศาจหรือ “ชังซึง”เป็นคำที่ชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ในเกาหลีนิยมเรียกกัน นอกจากนี้แล้ว ยังมีคำเรียกอื่นๆ อีกเช่น พ็อกซู (Beoksu) ฮาลาพอจี (Harabeoji) หรือ ซูซาลม็อก (Susalmok) แล้วแต่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ท้องถิ่นใด ลักษณะของเสาปีศาจ หรือ “ชังซึง” นั้น ส่วนใหญ่จะแกะสลักขึ้นมาจากไม้ต้นเดียว ไม่มีรายละเอียดในส่วนของลำตัว แต่จะแกะสลักเฉพาะในส่วนด้านบนเหมือนใบหน้าของปีศาจที่ดุดันน่ากลัว ดวงตาโปนโต ถลึงตาจ้องมองมายังเบื้องหน้า บ้างแลบลิ้นยาว หรือไม่ก็แยกเขี้ยวยิงฟัน การสร้างในลักษณะดังนี้เป็นการแสดงออกเพื่อสะกดข่มขวัญพวกผีเร่ร่อนหรือวิญญาณชั่วร้าย เสาปีศาจบางต้นจึงแสดงให้เห็นถึง ยศถาบรรดาศักดิ์ และพลังอำนาจด้วยการสวมใส่หมวกขุนนาง หรือหมวกบัณฑิตโบราณ บางเสาไม่มีการระบายสีบนเนื้อไม้ ในขณะที่บางเสาก็จะระบายสีสันสดใสสวยงามสะดุดตา

ส่วนใหญ่แล้วจะตั้งเสาปีศาจไว้เดี่ยวๆ บางที่ก็จะตั้งเป็นคู่ๆ หรือเป็นกลุ่มก็มี เสาปีศาจที่ตั้งเป็นคู่จะเป็นเสาปีศาจชาย-หญิง นิยมแกะสลักตัวอักษรไว้ตรงบริเวณลำต้น คือ
เสาปีศาจชาย เรียกกันว่า “ชอนฮา แดชังกุน” (Cheonha Daejang-gun) แปลว่า แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ใต้สรวงสวรรค์
เสาปีศาจหญิง เรียกกันว่า “ชีฮา ยอชังกุน” ( Jiha Yeojang-gun) แปลว่า แม่ทัพหญิงใต้ผืนปฐพี

เสาปีศาจ ชอนฮา แดชังกุน (ซ้าย) และ ชีฮา ยอชังกุน(ขวา)
เสาปีศาจ ชอนฮา แดชังกุน (ซ้าย) และ ชีฮา ยอชังกุน(ขวา)

มีผู้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับคติการสร้างเสาปีศาจของเกาหลี พบว่า มันเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่ยั่งยืนอยู่ในคาบสมุทรเกาหลีมาช้านาน สันนิษฐานว่า มีความเกี่ยวพันกับการรวมตัวกันเป็นเผ่าพันธุ์ของบรรพบุรุษเกาหลีตั้งแต่ก่อนอาณาจักรโคกูรยอ การบูชาเทพเจ้าที่เป็นเทพปีศาจผู้ยิ่งใหญ่นั้นใกล้เคียงกับ ลัทธิบอน (Bon) ในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ รวมทั้งลัทธิชามานนิสม์ (Shamanism) หรือการบูชาภูติผีปีศาจ

ในจำนวนเสาปีศาจที่มีการพบเห็นในเกาหลี ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นจากไม้ มียกเว้นอยู่บ้างก็เช่น ที่หมู่บ้านชนบทแถบเมืองโฮนัม และ ยองนัม ที่มีการสร้างเสาปีศาจหรือชังซึงด้วยหิน ทุกวันนี้ วัฒนธรรมพื้นบ้านของเกาหลียังได้รับการอนุรักษ์ส่งเสริมให้คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติ จึงได้มีการสร้างเสาปีศาจเหล่านี้ไว้ในหมู่บ้านวัฒนธรรมหลายแห่ง เช่น ที่หมู่บ้านวัฒนธรรมเมืองซูวอน ยงจิน อันดง และ เกาะเชจู เป็นต้น


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/75-devil-pole
เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
12 July 2009

เรื่องก่อนหน้า “เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre)

July 12th, 2009 No comments

เที่ยงวันพฤหัสบดี ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ตั้งใจจะไปชมผลงานของรุ่นพี่ๆ ครุศิลป์ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre) เพิ่งไปเป็นครั้งแรก ทั้งๆ ที่ อาคารนี้เปิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ผมเดินไปตาม skywalk รถไฟฟ้า ว่าจะไปหาอะไรทานในนั้น ถามจากพนักงานตรวจกระเป๋า ที่ประตูทางเข้า ได้ข้อมูลว่า ไม่มีร้านอาหาร หรือ ร้านน้ำ หรือ กาแฟ ขายแต่อย่างใด พิลึกดี ??? ไม่เป็นไร เดินย้อนกลับไปหาอะไรรองท้องในมาบุญครองก่อน


ตัวอาคารภายนอก สวยงามดี (คลิกดูรูปใหญ่)

หลังจากเติมพลังแล้วกลับมาใหม่ บริเวณทางเชื่อมนั้น มีงานแสดง เทศกาล ปล่อยแสง๓ คิด ทำ กิน ตอนเด็กฉลาดชาติเจริญ โดย TCDC ซึ่งจัดเหมือนตู้ window display เป็นพื้นที่แนวตั้งเล็กๆ เรียงติดๆ กันไป สำหรับให้แต่ละคนมาจัดแสดงผลงานในนั้น


เทศกาล ปล่อยแสง๓ คิด ทำ กิน ตอนเด็กฉลาดชาติเจริญ โดย TCDC (คลิกดูรูปใหญ่)

ภายในอาคารหอศิลป ออกแบบโดยใช้ความสว่างจากแสงธรรมชาติส่องผ่านหลังคา และจากกระจกด้านข้าง พื้นที่ตรงกลางโล่ง ห้องแสดงงาน อยู่ที่ชั้น ๗-๙ ใช้ทางเดินลาด เป็นตัวเชื่อมระหว่างชั้น เพื่อให้ชมงานได้ต่อเนื่อง (ที่เป็นบันไดปกติก็มี) สวยงามมากครับ ไม่แพ้มิวเซียมต่างประเทศเลย อ่านจากวิกิพีเดีย บริษัทรับออกแบบคือ บริษัทสถาปนิก โรเบิร์ต จีบุย


ถ้าเดินเข้ามาจาก skywalk ต้องขึ้นบันได้ครึ่งชั้น มาโผล่ที่ ชั้น ๓


เส้นสายภายในอาคารเป็นวงโค้งสวยงาม สว่างด้วยแสงธรรมชาติ ที่ไม่จ้าเกินไป


ป้ายบอก ชั้นที่จัดแสดงงาน


มองจากชั้นบนลงไป


ทางเดินลาด เพื่อความต่อเนื่องในการชมงาน ระหว่างชั้น ๗-๙

มิรอช้า ขึ้นบันไดเลื่อน แบบเดินวนอ้อม ไปจนถึงชั้น ๕
ระหว่างชั้น ๒ ไปถึงชั้น ๔ มีห้องกระจกโล่ง ว่างเปล่า เต็มไปหมด o_O! (มีเอเย่นต์สายการบินเช่าพื้นที่หนึ่งห้อง กับจัดแสดงนิทรรศการความสัมพันธ์ไทยฟิลิปปินส์ สองสามห้อง กับงานภาพถ่ายอีกสองห้อง) เกิดอะไรขึ้น กับการบริหารจัดการสถานที่แห่งนี้ ??? ถึงได้มีห้องโล่งว่างเปล่า เหลือทิ้งร้าง มากมายขนาดนี้? ทำเลก็ยอดเยี่ยม กลางกรุง เปิดบริการมาก็ร่วมปี ยังหาผู้เช่าไม่ได้เลยหรือ? และแทนที่จะปล่อยร้าง น่าจะหาผลงานมาแสดงให้เต็มทุกห้อง คงดูดีกว่านี้ เห็นแล้วน่าสังเวช เกิดอะไรขึ้นครับ มีใครให้ข้อมูลได้บ้าง

ชั้น ๕ เป็นที่ติดต่อ ฝากกระเป๋าสัมภาระ พากล้องเข้าไปได้ แต่ห้ามใช้แฟลช

ชั้น ๗ แสดงผลงาน Spring in White ฤดูใบไม้ผลิสีขาว มีผลงานทั้งของคนต่างประเทศ และคนไทย


ภาพผลงาน Spring in White ฤดูใบไม้ผลิสีขาว บางส่วน (คลิกดูรูปใหญ่)

เดินต่อไป จะเห็นผลงานของ รุ่นพี่ๆ ครุศิลป์ครับ



ผลงานของ พี่จ๋าย(18) สุรชัย เอกพลากร



ผลงาน 20/20 hindsight พี่ต้น(15) กระสินธุ์ อินสว่าง


ผลงาน momento 2552 คาถาชินบัญชร พี่เสือป๊อก สุจินต์ วัฒนวงชัย


ผลงาน พี่จิระพัฒน์ พิตรปรีชา


งานติดตั้งชิ้นนี้ กั้นสายสิญจน์เป็นทางเดินเข้าไปตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงา :-) (ไม่ได้จดชื่อศิลปินมาครับ)


ผลงานอื่นๆ


ผลงานภาพถ่าย “แสงแหลมแทงเงา หมายเลข๑”
(แอบเนียน)


ผลงานภาพถ่าย “ฟ้าใสในวงกลม หมายเลข๑”
(แอบเนียน)


ผลงานภาพถ่าย “คราบน้ำกับปลั๊กไฟ in white หมายเลข๑”
สามภาพล่างนี่ ผมขอร่วมแจม (อยากมีผลงานแสดงบ้าง)
:-D ฮาๆ นะครับ อย่าซีเรียส

รออ่านตอนต่อไปนะครับ つづく

นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ฤดูใบไม้ผลิสีขาว
Springs in White

วันเวลา : 18 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2552
สถานที่ : ชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นิทรรศการ ศิลปะร่วมสมัย ฤดูใบไม้ผลิสีขาว นำเสนอผลงานของศิลปินอิตาเลียน และไทย กว่า 20 คน อาทิ ฟาบริซิโอ คอร์เนลี คาร์โล แวร์นาร์ดินี เปาโล ราดี วิชัย สิทธิรัตน์ อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ จิระพัฒน์ พิตรปรีชา สุรชัย เอกพลากร ฯลฯ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “สีขาว” คือพื้นฐานของทุกสี เชื่อมโยงสู่แสง และบ่อเกิดแห่งชีวิต ศิลปินอิตาเลียนกลุ่มนี้ ประสบความสำเร็จสูงสุดที่ นิวเดลี และกัลกัตตาในปีที่แล้ว
มิถุนายนนี้ กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ใหม่ เปิดกว้างข้ามพรมแดนระหว่างนวัตกรรม และขนบประเพณีผ่านทัศนะของศิลปะร่วมสมัย ไทย และอิตาลี

(ข้อมูลจาก เว็บไซท์หอศิลป์กรุงเทพฯ http://www.bacc.or.th/exhibition/2552/009 )

หอศิลป์ ปิดวันจันทร์ , เปิดทำการ 10:00-21:00


ข้อมูลเพิ่มเติม

เสาโทเทม (Totem pole)

July 6th, 2009 No comments

“โทเทม” (Totem) หรือ “เสาโทเทม” (Totem pole) คือ สัญลักษณ์อนุสรณ์ด้วยประติมากรรมจากไม้แกะสลักขนาดใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ปรากฎอยู่ในชนเผ่าอินเดียนแดงแถบชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ สามารถพบเห็นเสาโทเทมได้ในชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในแคนาดา และสหรัฐอเมริกา

เสาโทเทมที่สแตนเลย์ พารค์ (Stanley Park)  แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

เสาโทเทมที่สแตนเลย์ พาร์ค (Stanley Park)  แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

ลักษณะของเสาโทเทม จะแกะสลักขึ้นมาจากลำต้นไม้ขนาดใหญ่เพียงต้นเดียว ส่วนใหญ่ไม้ที่นำมาแกะสลักนั้นคือ ไม้จากต้นซีดาร์ (Cedar tree) ซึ่งเป็นไม้ที่มีอยู่อย่างชุกชุมในป่าไม้ชายฝั่งทะเลตะวันตก   รูป และลวดลายที่แกะสลักมีทั้งภาพใบหน้าของมนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ตามจินตนาการ แต่ที่นิยมกันมากมักเป็นภาพ นกดุเหว่า เหยี่ยว และ นกอินทรี โดยมากมักมีส่วนของ จงอยปาก ยื่นยาวออกมาข้างหน้า และมักสยายปีกแผ่ออกด้านข้างอย่างสง่างาม  รวมทั้งอาจมีภาพจากธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว รวมอยู่ในนั้น และภาพประติมากรรมต่างๆ จะเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นสู่ด้านบนของหัวเสาเสมอ  สุดท้ายจะระบายสีตกแต่งอย่างสวยงาม สีสันต่างๆ แม้จะฉูดฉาดบาดตา แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณในแบบอย่างวัฒนธรรมของชาวอินเดียนแดง ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  การแกะสลักเสาโทเทมนั้นจึงเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ทักษะฝีมือ และความชำนาญสูง ใช้เวลาในการแกะสลักนานตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ  ดังนั้น เสาโทเทมจึงไม่ใช่เสาธรรมดาๆ ที่มีแต่ความสวยงาม แต่มันมีความหมาย และความสำคัญมากกว่านั้น

เดิมที คำว่า “โทเทม” (Totem) มีรากศัพท์มาจากภาษาพื้นเมืองของชนเผ่าโอจิบวี (Ojibwe) ที่เรียกกันว่า “โอดูเดม” (Odoodem) หมายถึง กลุ่มตระกูลของเขา เพราะคติความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าโอจิบวี ซึ่งภายหลังได้แพร่ขยายจนกลายเป็นวัฒนธรรมของอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ การตั้งเสาโทเทมจะต้องปักอยู่ตรงหน้ากระโจม หรือหน้าอาณาเขตของตระกูลต่างๆ ในชนเผ่านั้น เพราะนั่นเป็นการประกาศถึงศักดิ์ศรี ฐานะ และพลังอำนาจของวงศ์ตระกูลของผู้เป็นเจ้าของเสา ทำให้รูปประติมากรรมต่างๆ บนเสาโทเทม คือการบ่งบอกแทนคำพูด ที่แสดงถึงเรื่องราวของสัตว์สัญลักษณ์ประจำตระกูล หรือบุคคลสำคัญ และตำนานความเชื่อของพวกเขา สำหรับชาวชาวอินเดียนแดงแล้ว เสาโทเทมเป็นศิลปะที่มีชีวิต และใช้แทนคำพูดที่ต้องการจะสื่อสารถึงผู้อื่น ไม่ใช่เป็นเสาเครื่องราง หรือเสาพิธีกรรมใดๆ อย่างที่ชาวตะวันตกที่ไปรุกรานถิ่นที่อยู่ของชาวอินเดียนแดงเข้าใจกันไปเอง

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้  คนสมัยใหม่กลับไปตีความของเสาโทเทมผิดไปจากความเป็นจริง และยังนำไปใช้เป็นสินค้าของชาวเมืองในโลกศิวิไลซ์ โดยไม่รู้ซึ้งถึงความหมาย และไร้ซึ่งความเข้าใจถึงที่มาของการสร้าง… “เสาโทเทม”

รายละเอียดบางส่วนของเสาโทเทม สัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมอินเดียนแดงที่พบเห็นได้ทั่วไปแถบอเมริกาเหนือ
รายละเอียดบางส่วนของเสาโทเทม  สัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมอินเดียนแดงที่พบเห็นได้ทั่วไปแถบอเมริกาเหนือ


http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/72-totem-pole

เรื่องโดย ปิยะแสง  จันทรวงศ์ไพศาล (17) pisaeng@gmail.com
6 July 2009

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

ครุศิลป์ ครุอาร์ต ครุศาสตร์ ศิลปศึกษา จุฬาฯ ตอบกระทู้แนะแนวให้แก่ผู้ที่สนใจจะเรียนที่นี่

June 23rd, 2009 8 comments

พี่หนุ่ยครุอาร์ตสิบ (อ.ปุณณรัตน์ พิชญไพบูลย์)

สวัสดี น้อง ๆ ที่รัก

มีน้องๆ จำนวนมากสนใจว่า ครุศิลป์ หรือครุอาร์ต นั้นเป็นอย่างไร พี่ขอเล่าให้ฟัง

ชื่อที่เรียกกันนั้นเป็น Nick name ของสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง เปิดสอนหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต (ค.บ.) สาขาวิชาศิลปศึกษา ที่เมื่อจบไปแล้วสามารถปฎิบัติหน้าที่ครู/อาจารย์ทั้งระดับปฐมวัยประถมศึกษา ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิตได้ถูกปรับเป็นหลักสูตร 5 ปี ซึ่งเป็นไปตาม พระราช บัญญัติการปฎิรูปการศึกษา ผู้ที่จบหลักสูตรนี้จะได้รับใบอนุญาติประกอบวิชาชีพครู ซึ่งหมายความว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นจะต้องผ่านการศึกษาวิชาครูก่อน เช่น หากเรียนจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้รับวุฒิศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต และต้องการเป็นครูอาจารย์สอนศิลปะในโรงเรียน จะต้องมาเรียนหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิตก่อน 2 ปี จึงจะได้รับใบอนุญาติประกอบวิชาชีพครู แล้วจึงจะทำการสอนหนังสือได้

การเรียนทุกที่ หากเรามีความสนใจ มีความถนัด เป็นพื้นฐานแล้ว เราจะสนุกและมีความสุขกับสิ่งนั้น ทั้งนี้น้องต้องมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนเสียก่อนว่า อาชีพที่ตนไฝ่ฝันนั้นคืออะไร หากเป็นการสร้างคน ให้ปัญญา และมีความสุขเมื่อเห็นผู้เรียนพัฒนาขึ้น การเป็นครูนับว่าเป็นสิ่งที่รอคอย และท้าทายเราอยู่    การเรียนที่สาขาวิชาศิลปศึกษา มีทั้งภาคทฤษฎี ปฏิบัติ การออกไปศึกษานอกสถานที่  และการฝึกสอน ซึ่งหลักสูตรจะแบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ คือ

1. วิชาการศึกษาทั่วไป เป็นหมวดวิชาที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้กว้างขวาง มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้บูรณาการศาสตร์ และนำความรู้จากหลาย ๆ ศาสตร์มาเชื่อมโยงกัน   หมวดวิชานี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับหลาย ๆ คนที่ไปเรียนต่อในระดับสูง รวมทั้งที่สาขาวิชาศิลปศึกษาก็ยังเปิดหลักสูตรถึงปริญญาโท หรือครุศาสตร์มหาบัณฑิตด้วย   มีรุ่นพี่ของพวกเราไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และเอก ในขณะที่หลักสูตรวิชาชีพอื่น ๆ จะเน้นไปยังวิชาชีพของตนเอง

2. หมวดวิชาครู เป็นหมวดวิชาชีพครุศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการถ่ายทอด จิตวิทยาของมนุษย์ จิตวิทยาการสอน การจูงใจ วิธีวิทยาการสอนแบบต่าง ๆ รวมทั้งการไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หรือฝึกสอน หมวดวิชานี้มีจุดเด่นที่ทำให้บัณฑิตเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารกับบุคคลในระดับต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ด้วยการเข้าใจตนเองและการเข้าใจจิตใจผู้คนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้เปรียบเมื่อไปทำงานร่วมกับผู้อื่น

3. หมวดวิชาเฉพาะ คือวิชาสาขาศิลปะ ซึ่งถือเป็นเนื้อหาหลักของหลักสูตรฯ  ผู้ที่จะเรียนหลักสูตรนี้ได้จะต้องผ่านการทดสอบความถนัดทางศิลปะ   ความถนัดทางศิลปะ มิใช่ ทักษะทางศิลปะ น้อง ๆ รู้ไหมว่าทั้งสองสิ่งมีความแตกต่างกัน  ความถนัด เป็นพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวบุคคลผู้นั้น เพียงแต่รอให้เราค้นพบตัวเองหรือ ใช้มันออกมา  แต่ทักษะเป็นเรื่องของการฝึกฝน ทักษะทางศิลปะ ได้แก่การวาดภาพ ระบายสี  การลอกการเขียนลวดลาย  ซึ่งหนักไปทางช่างศิลป์   ความถนัดทางศิลปะจะปรากฏออกมาในลักษณะความคิดสร้างสรรค์  การมีความไวและสามารถตัดสินความงาม รวมทั้งความสามารถเห็นภาพวัตถุได้ในมุมมองแบบต่าง ๆ กันเป็นภาพสามมิติ เราเรียกว่ามิติสัมพันธ์  เป็นต้น   ที่ว่าผลงานศิลปะเป็นสัมผัสของแต่ละบุคคลนั้นก็เพราะว่า เราต่างมีบุคลิก อารมณ์ และความถนัดที่แตกต่างกันไป การมีความถนัดทางศิลปะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่จะเป็นครูศิลปะ  วิชาที่เรียนในหมวดนี้มีมากมาย แต่แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มทัศนศิลป์ ได้แก่ ประติมากรรม จิตรกรรม ภาพพิมพ์ กลุ่มประยุกต์ศิลป์ ได้แก่ การออกแบบกราฟิก การออกแบบนิเทศศิลป์ การออกแบบตัวอักษร เครื่องเคลือบดินเผา  การออกแบบเครื่องเรือน  การออกแบบตกแต่งภายใน งานพลาสติก  คอมพิวเตอร์กราฟิก เป็นต้น   และเมื่อเรียนถึงชั้นปีที่ 4 น้องจะรู้สึกว่ามีความรู้มากจนอยากจะหาใครซักคนหรือหลาย ๆ คนมานั่งฟังเราพูด เราสอน  ถึงเวลานั้นอาจารย์ก็จะจัดหากโรงเรียนให้เราฝึกสอนกัน

น้องจะเห็นว่าการเป็นครูศิลปะนั้น มิใช่ว่าใครจะมาเป็นก็ได้ แต่จะต้องเตรียมตัวกันมาก และทำงานกันอย่างหนัก  ครูสังคม ทองมี และ ศาสตราจารย์ ดร. ชาญณรงค์  พรรุ่งโรจน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ท่านก็เป็นตัวอย่างรุ่นพี่ที่จบการศึกษาจากที่นี้ไปเป็นครูศิลปะที่มีชื่อเสียง และนักการศึกษาระดับสูงให้เราเห็น แต่ก็มีอีกหลายคนที่ประกอบอาชีพส่วนตัวเป็นนักออกแบบ หรือศิลปินอิสระ ที่ประสพความสำเร็จ  แม้ในวงการบันเทิง อย่างพี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) แห่งวงโมเดิร์นด๊อก (Modern Dog) ราชาเพลงป๊อป และพี่ต้า(อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา) แห่งวงดนตรี Paradox  ก็เป็นผลผลิตมาจากสาขาวิชาฯ  หรือ พี่วุธ หรือ อัษฎาวุธ  เหลืองสุนทร ที่ประสพความสำเร็จในวงการละคร

ยังมีพี่ ๆ อีกหลายคนที่ประสพความสำเร็จในวงการต่าง ๆ แต่ไม่สามารถนำมากล่าวได้หมด  พี่ ๆ  เหล่านี้ได้นำ ความรู้ และ จินตนาการที่ได้จากครุศิลป์  ไปใช้ปรับเสริมเติมแต่งกับสิ่งที่ตนรักจะทำ รวมทั้งเป็นพื้นฐานการเรียนต่อในระดับสูง   ส่วนหนึ่งก็เพราะพี่ ๆ เหล่านี้มีวิชาศิลปะติดตัวออกไป ซึ่งกลายเป็นทางเลือกสำหรับออกไปประกอบอาชีพได้หลากหลาย  แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ประสบความสำเร็จแล้วก็มักจะไม่ลืมกลับมาถ่ายทอดความรู้ให้กับน้อง ๆ ที่ครุศิลป์ เพราะวิญญาณความเป็นครูและความผูกพันกับสถาบันการศึกษายังคงฝังอยู่ในจิตใจ

พี่ขอฝาก ช่วงเวลานี้เป็น โอกาสสำคัญของชีวิตว่าเราจะมีอาชีพอะไรไปตลอดชีวิต ขอให้คิดให้ดี พี่ขอให้ข้อพิจารณาดังนี้
1. เป็นสิ่งที่สุจริต ทำให้ชีวิตของเราเจริญก้าวหน้า
2. เป็นสิ่งที่เรารัก ชอบ ถนัด สนใจ เพราะสิ่งที่เรารัก และถนัด  เราจะทำอย่างมีความสุข ทำได้ดี และง่ายสำหรับเรา
3. เสี่ยงภัยน้อย ทำให้เรามีชีวิตที่มั่นคงยืนยาว
4. ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะชีวิตเราทุกคนต้องอาศัย

ปัจจัย 4  ความคุ้มค่าในที่นี้คือ ไม่เหน็ดเหนื่อย เบียดเบียน ตนเองจนเกินไป และไม่เอาเปรียบหน่วยงาน หรือสังคมจนเกินไป    งานที่ให้ผลตอบแทนมากย่อมจะไม่มั่นคงยั่งยืน
5. มีเกียรติ และศักดิ์ศรี งานบางประเภทให้ผลตอบแทนด้านวัตถุมากจริง แต่ขาดเกียรติ ศักดิศรีและความภาคภูมิใจในตนเอง แม้ว่าจะมองไม่เห็นสิ่งที่ได้ แต่ให้ผลตอบแทนแก่จิตใจ ด้วยต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่าง ก็ทำให้เรามีความสุขในฐานะผู้ให้คุณค่าต่อหน่วยงาน สังคม บ้านเมือง มีส่วนจรรโลงประเทศชาติ


ขอให้น้องๆ โชคดี
พี่หนุ่ย ครุอาร์ตสิบ


พี่หนุ่ย รุ่นสิบ หรือ อาจารย์ปุณณรัตน์ ปัจจุบัน สอนอยู่ที่ คณะครุศาสตร์ ศิลปศึกษา
อีเมล ppoonara@chula.ac.th

Poonarat Pichayapaiboon, Ed.D.
Associate Professor in Art Education
Chairman of Division of Art Education
Department of Art Music and Dance Education
Chulalongkorn University
BKK., Thailand

นิทรรศการภาพพิมพ์ ฬ.จุฬาการพิมพ์

June 20th, 2009 No comments

ฬ.จุฬาการพิมพ์

ขอเชิญชมการแสดงนิทรรศการ ผลงานภาพพิมพ์ “ฬ.จุฬาการพิมพ์” ของนิสิตชั้นปีที่ ๓ และ ๔ คณะครุศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๑๙ มิถุนายน – ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ณ หอศิลป์กรุงไทย อาคาร เยาวราช กรุงเทพมหานคร

นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย TRUE LIES โดย พี่เสือป๊อก

June 20th, 2009 No comments

sujinwork

“TRUELIES”

นิทรรศการ ศิลปะร่วมสมัยโดย ท๊อป จ่างตระกูล, สุจินต์ วัฒนวงศ์ชัย, อภิชาติ พลประเสริฐ, สืบแสง แสงวชิระภิบาล และจิราพร เหล่าเจริญวงศ์

ณ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ ชั้น 7 สถาบันวิทยบริการ (หอสมุดกลาง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แสดงงาน 8 มิถุนายน ถึง 11 กรกฎาคม 2552

พิธีเปิดนิทรรศการ วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 เวลา 18.00-20.00 น.

TRUELIES เป็นนิทรรศการกลุ่มที่เปิดโอกาสให้ศิลปินที่ร่วมแสดงงานทั้ง 5 ท่านได้สับเปลี่ยน หมุนเวียน ผลัดกันทำหน้าที่ภัณฑารักษ์และเป็นนักวิจารณ์งานศิลปะไปพร้อม ๆ กัน นอกเหนือไปจากบทบาทการเป็นศิลปินของแต่ละคน (ยกเว้น จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แนวคิดในการทำงานสำหรับนิทรรศการครั้งนี้เกิดจากการสนทนากันต่อเนื่อง ระหว่างศิลปินทั้งห้าเกี่ยวกับสถานการณ์ที่มีความยุ่งยากซับซ้อนที่สังคม กำลังเผชิญอยู่ คำว่า “TRUELIES” เผยนัยให้เห็นปัญหาในการชี้ชัดลงไปว่าสิ่งใดคือความจริงและสิ่งใดคือความลวง โดยเฉพาะเมื่อได้สำรวจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะในแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือศาสนาก็ตาม ปรากฏการณ์ที่ยุ่งยากเหล่านี้มีทั้งผู้ที่เข้าใจและผู้ที่ยังสับสน ยิ่งในภาวะที่สร้างความกังขาเช่นนี้ การที่จะตระหนักรู้ถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ ยิ่งเป็นไปได้ยาก มีศิลปินจำนวนไม่น้อยที่ได้พยายามอธิบายและสะท้อนปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือที่แต่ละคนรู้จักดีที่สุด ซึ่งก็คือศิลปะ ทว่าก็ยังไม่สามารถยกระดับสังคมให้ดีขึ้นได้ ฉะนั้น ศิลปินกลุ่มนี้จึงพยายามที่จะเสนอทางออกอีกครั้งเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ เราทั้งหลายกำลังเผชิญอยู่

นิทรรศการ TRUELIES มีผลงานจัดแสดงในหลากหลายสื่อด้วยกัน อาทิเช่น วิดีโอ จิตรกรรม ภาพพิมพ์ งานจัดวาง และงาน interactive เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องนิทรรศการ ผู้ชมจำต้องแยกแยะว่าสิ่งที่เห็นเป็นจริงหรือลวง

หอศิลปวิทยนิทรรศน์

ชั้น 7 สถาบันวิทยบริการ (หอสมุดกลาง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพ 10330

โทรศัพท์: 0-2218-2965 โทรสาร: 0-2218-2907

อีเมล์: info.artcenterchula@gmail.com

เปิดทำการ จันทร์-ศุกร์: 9.00-19.00 น. เสาร์: 9.00-16.00 น.

ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

*********************

News Release

June 2, 2009

“TRUELIES”

A Circle-Curated Group Exhibition by Top Changtrakul, Sujin Wattanawongchai, Aphichart Pholprasert, Suebsang Sangwachirapiban and Jiraporn Laocharoenwong.

The Art Center, 7th Floor, Center of Academic Resources (Central Library), Chulalongkorn University

June 8 – July 11, 2009

Opening reception: Friday June 12, 2009 at 6pm

“TRUELIES” is a collaborative curatorial and critical exchange by the five contributing artists: Top Changtrakul, Sujin Wattanawongchai, Aphichart Pholprasert, Suebsang Sangwachirapiban and Jiraporn Laocharoenwong. It was conceived from our continuing conversations about today’s complicated situations. The word suggests a challenge in considering what is true and what is not, bearing in mind the world’s constant turmoil in the political, financial, intercultural and religious spheres, in the past and at present. Some of these difficult issues may find comprehension and recognition among a large group of people while at the same time remaining perplexing to others. In such an ambiguous time, we cannot gain an insight into the matters. How come? Although many artists have attempted to explore their surroundings and reflect social phenomena using the tool they know best – art, we have never quite risen to a better state of being yet. Therefore, what our group is attempting to do here is to (re)offer solutions to several of the situations we are facing with.

With artists taking turn to curate and critique each other’s works, the show features artworks of various ideas and forms, including video, painting, printmaking, installation and interactive art. Once inside the space, the audience is stimulated to distinguish truths from lies.

The Art Center

7th Fl, Center of Academic Resources, Chulalongkorn University

Phyathai Rd, Pathumwan, Bangkok 10330

Tel: 0-2218-2965, Fax: 0-2218-2907

Email: info.artcenterchula@gmail.com

เปิดทำการ จันทร์-ศุกร์: 9.00-19.00 น. เสาร์: 9.00-16.00 น.

ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

*********************

News Release

June 2, 2009

“TRUELIES”

A Circle-Curated Group Exhibition by Top Changtrakul, Sujin Wattanawongchai, Aphichart Pholprasert, Suebsang Sangwachirapiban and Jiraporn Laocharoenwong.

The Art Center, 7th Floor, Center of Academic Resources (Central Library), Chulalongkorn University

June 8 – July 11, 2009

Opening reception: Friday June 12, 2009 at 6pm

“TRUELIES” is a collaborative curatorial and critical exchange by the five contributing artists: Top Changtrakul, Sujin Wattanawongchai, Aphichart Pholprasert, Suebsang Sangwachirapiban and Jiraporn Laocharoenwong. It was conceived from our continuing conversations about today’s complicated situations. The word suggests a challenge in considering what is true and what is not, bearing in mind the world’s constant turmoil in the political, financial, intercultural and religious spheres, in the past and at present. Some of these difficult issues may find comprehension and recognition among a large group of people while at the same time remaining perplexing to others. In such an ambiguous time, we cannot gain an insight into the matters. How come? Although many artists have attempted to explore their surroundings and reflect social phenomena using the tool they know best – art, we have never quite risen to a better state of being yet. Therefore, what our group is attempting to do here is to (re)offer solutions to several of the situations we are facing with.

With artists taking turn to curate and critique each other’s works, the show features artworks of various ideas and forms, including video, painting, printmaking, installation and interactive art. Once inside the space, the audience is stimulated to distinguish truths from lies.

The Art Center

7th Fl, Center of Academic Resources, Chulalongkorn University

Phyathai Rd, Pathumwan, Bangkok 10330

Tel: 0-2218-2965, Fax: 0-2218-2907

Email: info.artcenterchula@gmail.com

เปิดทำการ จันทร์-ศุกร์: 9.00-19.00 น. เสาร์: 9.00-16.00 น.

ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

*********************

News Release

June 2, 2009

“TRUELIES”

A Circle-Curated Group Exhibition by Top Changtrakul, Sujin Wattanawongchai, Aphichart Pholprasert, Suebsang Sangwachirapiban and Jiraporn Laocharoenwong.

The Art Center, 7th Floor, Center of Academic Resources (Central Library), Chulalongkorn University

June 8 – July 11, 2009

Opening reception: Friday June 12, 2009 at 6pm

“TRUELIES” is a collaborative curatorial and critical exchange by the five contributing artists: Top Changtrakul, Sujin Wattanawongchai, Aphichart Pholprasert, Suebsang Sangwachirapiban and Jiraporn Laocharoenwong. It was conceived from our continuing conversations about today’s complicated situations. The word suggests a challenge in considering what is true and what is not, bearing in mind the world’s constant turmoil in the political, financial, intercultural and religious spheres, in the past and at present. Some of these difficult issues may find comprehension and recognition among a large group of people while at the same time remaining perplexing to others. In such an ambiguous time, we cannot gain an insight into the matters. How come? Although many artists have attempted to explore their surroundings and reflect social phenomena using the tool they know best – art, we have never quite risen to a better state of being yet. Therefore, what our group is attempting to do here is to (re)offer solutions to several of the situations we are facing with.

With artists taking turn to curate and critique each other’s works, the show features artworks of various ideas and forms, including video, painting, printmaking, installation and interactive art. Once inside the space, the audience is stimulated to distinguish truths from lies.

The Art Center

7th Fl, Center of Academic Resources, Chulalongkorn University

Phyathai Rd, Pathumwan, Bangkok 10330

Tel: 0-2218-2965, Fax: 0-2218-2907

Email: info.artcenterchula@gmail.com

Monday-Friday 9am-7pm, Saturday 9am-4pm

Closed on Sunday & Public Holidays

Art: The Definitive Visual Guide

June 19th, 2009 No comments

art_by_dkArt: The Definitive Visual Guide (Hardcover)
by DK Publishing
เหมาะเป็นที่ยิ่ง สำหรับคนที่สนใจ ประวัติศาสตร์ศิลปะ (ทั่วโลก) ภาพสีทั้งเล่ม ควรสะสมยิ่ง

* Hardcover: 612 pages
* Publisher: DK Publishing (October 20, 2008)
* Language: English
* ISBN-10: 0756639727
* ISBN-13: 978-0756639723
* Product Dimensions: 11.9 x 9.8 x 1.8 inches
* Shipping Weight: 7.6 pounds

ดูตัวอย่างในเล่ม และสั่งซื้อได้ที่ amazon.com
หรือที่ dk.com (UK)
รู้สึกว่า kinokuniya จะมีขาย ลด20% ด้วยนะ

Proudly using Dynamic Headers by Nicasio WordPress Design