<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Art Ed  Chula Blog &#187; เยอรมนี</title>
	<atom:link href="http://www.artedchula.com/blog/tag/%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.artedchula.com/blog</link>
	<description>ศิลปะชาวเรา งามนักหนา รูปร่างหน้าตาก็ดี</description>
	<lastBuildDate>Thu, 03 Sep 2009 13:32:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2</generator>
		<item>
		<title>เสาชัยชนะ (The Victory Column)</title>
		<link>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/31/victory-column/</link>
		<comments>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/31/victory-column/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 Aug 2009 12:41:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Symbols in the World]]></category>
		<category><![CDATA[Germany]]></category>
		<category><![CDATA[Johann Heinrich Strack]]></category>
		<category><![CDATA[Siegessäule]]></category>
		<category><![CDATA[Victory Column]]></category>
		<category><![CDATA[Wilhelm II]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยชนะ]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมนี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.artedchula.com/blog/?p=252</guid>
		<description><![CDATA[“เสาชัยชนะ” หรือ “เสาชัยชนะแห่งเบอร์ลิน” ( Berlin Victory Column ) หากเรียกในภาษาเยอรมันก็คือ ซีกัสซอยเลอน์ (Siegessäule) นับเป็นเสาอนุสรณ์แห่งชัยชนะที่โด่งดัง และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“เสาชัยชนะ” หรือ “เสาชัยชนะแห่งเบอร์ลิน” ( Berlin Victory Column )</strong> หากเรียกในภาษาเยอรมันก็คือ <strong>ซีกัสซอยเลอน์ (Siegessäule)</strong> นับเป็นเสาอนุสรณ์แห่งชัยชนะที่โด่งดัง และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน มีความสูงทั้งหมดรวม 66.89 เมตร น้ำหนักประมาณ 5,000 ตัน ความสำคัญของเสาชัยชนะ ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของเยอรมันในอดีตเท่านั้น  แต่ยังมีความหมายในฐานะ จุดศูนย์กลางของสังคม เป็นจุดรวมของจิตใจ และตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนีปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_victory_column.jpg" border="0" alt="" /><br />
เสาชัยชนะ ศูนย์กลางของสังคมและศูนย์กลางแห่งจิตใจของชาวเยอรมัน</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_victory_column3.jpg" border="0" alt="" /><br />
จิตรกรรมโมเสกแสดงภาพเหตุการณ์สงครามทั้งสามครั้งบนผนังด้านล่างของตัวเสา</p>
<p style="text-align: left;">เสาชัยชนะสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1864 เมื่อครั้งที่ประเทศเยอรมนีปัจจุบันยังเป็น <strong>ราชอาณาจักรปรัสเซีย (Prussia Kingdom)</strong> โดยใช้เวลาในการสร้างเสาแห่งนี้นาน 9 ปี จึงแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1873  โดยมีพิธีเปิดเฉลิมฉลองเสาชัยชนะอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  2 กันยายน ค.ศ.1873 โดย<strong>จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Emperor Wilhelm II)</strong> โดยมีวัตถุประสงค์ให้เสาแห่งนี้ เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ทั้งสามครั้ง ที่กองทัพปรัสเซียสามารถมีชัยชนะเหนือเดนมาร์ก, ออสเตรีย และ ฝรั่งเศส  อันเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ราชอาณาจักรปรัสเซีย ไปสู่การรวมชาติเยอรมนีกับปรัสเซียเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น จักรวรรดิเยอรมัน (German Emperor) เมื่อปี ค.ศ.1871</p>
<p style="text-align: left;">ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว มีความสำคัญต่อจิตใจชาวเยอรมันในปัจจุบันมาก เพราะกว่าปรัสเซียจะรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับเยอรมันได้สำเร็จนั้น ต้องทำสงครามครั้งใหญ่กับมหาอำนาจทางทหารในสมัยนั้นถึงสามครั้ง ได้แก่<br />
<strong> &#8211;  สงครามดานิส – ปรัสเซียน (The Danish – Prussian War)</strong> เมื่อ ค.ศ.1864  ปรัสเซียมีชัยชนะเหนือเดนมาร์ก ทำสามารถช่วงชิงแคว้นชเลสวิก-โฮลสไตน์มาครอบครองตามสนธิสัญญาแกลสไตน์<br />
<strong>-  สงครามออสโตร – ปรัสเซียน (The Austro – Prussian War)</strong> เมื่อ ค.ศ.1866  เมื่อกองทัพปรัสเซียเข้าพิชิตถึงกรุงเวียนนา ทำให้ออสเตรียต้องยอมลงนามสงบศึกตามสนธิสัญญาปราก และหมดอำนาจเหนือปรัสเซียอย่างสิ้นเชิง<br />
<strong>-  สงครามฟรังโก – ปรัสเซียน (The Franco – Prussian War)</strong> เมื่อ ค.ศ.1871  ปรัสเซียมีชัยชนะเหนือฝรั่งเศส ทำให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ถูกขับออกจากบัลลังก์ ทำให้ปรัสเซียบรรลุเป้าหมายในการรวมเข้ากับแคว้นเยอรมนี จนกลายมาเป็น “จักรวรรดิเยอรมัน” ได้สำเร็จ</p>
<p style="text-align: left;">แต่เดิมนั้น  เสาชัยชนะตั้งอยู่ที่ <strong>คอนิกส ปลาซ์ (Königsplatz)</strong> หน้าพระราชวังกรุงเบอร์ลิน  ต่อมา ได้ย้ายไปตั้งใหม่ที่ <strong>เทียร์การ์เทน (Tiergarten)</strong> บริเวณวงเวียนกลางใจเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เสาชัยชนะที่มีอายุเก่าแก่ถึง 145 ปีล่วงมาแล้วนี้    ผ่านเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอรมันตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็น ราชอาณาจักรปรัสเซียไปสู่จักรวรรดิเยอรมัน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สาธารณรัฐไวมาร์ และสมัยนาซี กระทั่งกลายมาเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในปัจจุบัน  ผ่านช่วงของเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเสาชัยชนะยังสามารถดำรงคงอยู่ถึงปัจจุบัน โดยไม่ได้ถูกทำลายหรือถูกรื้อถอนแต่ประการใด</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_victory_column2.jpg" border="0" alt="" /><br />
เสาชัยชนะ ( The Victory Column )ในยามราตรี กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี</p>
<p style="text-align: left;">ลักษณะของการสร้าง เสาชัยชนะ (The Victory Column) ถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษ  โดยการออกแบบของสถาปนิกคือ <strong>โจฮาน เฮนริก สแตรค (Johann Heinrich Strack)</strong> โดยสร้างฐานชั้นล่างเป็นแท่นหินแกรนิตแดงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุมทั้งสี่ด้าน แกะสลักภาพประติมากรรมนูนต่ำ ส่วนด้านบนเป็นโถงรูปทรงกลมสองชั้น วงกลมรอบนอกสร้างเป็นเสาล้อมรอบ วงกลมชั้นในเป็นส่วนล่างของตัวเสา โดยใช้หินแกรนิตแดงเป็นวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมด ทำให้เมื่อมองดูโดยรอบจะเห็นว่าเสาชัยชนะเป็นเสาในโทนน้ำตาลแดง   ลำต้นเสามีลักษณะเหมือนเซาะร่องในแนวตั้ง ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นเกิดจากการนำปืนใหญ่ที่ยึดจากศัตรูในสงครามใหญ่ทั้งสามครั้งมาประกอบสร้างขึ้นมา  โดยตัวเสาแบ่งเป็นวงแหวนสี่ชั้น แกะสลักลายด้วยสำริดเคลือบทองเป็นสี่วง  ซึ่งแต่เดิมที่สร้างเสานั้นมีเพียงสามชั้น (ตามเหตุการณ์สงครามทั้งสามครั้ง)  ต่อมา ในสมัยนาซี ฮิตเลอร์ได้สั่งให้มีการสร้างต่อเติมวงแหวนในชั้นที่สี่เพิ่มขึ้นมา เพื่อฉลองชัยต่อการยึดครองออสเตรียได้สำเร็จ เมื่อค.ศ.1938  ทำให้ในปัจจุบัน เสาชัยชนะจึงประกอบไปด้วยวงแหวนทั้งสี่ชั้น</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_victory_column4.jpg" border="0" alt="" /><br />
ภาพวาดเมื่อปีค.ศ.1900 แสดงที่ตั้งเดิมของเสาชัยชนะหน้าพระราชวังกรุงเบอร์ลิน<br />
(สังเกตให้ดีจะเห็นว่าวงแหวนบนตัวเสาเดิมมีเพียงสามวงเท่านั้น)</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">จุดเด่นที่สำคัญของเสาชัยชนะอีกประการหนึ่งก็คือ ความงดงามของจิตรกรรมด้วยโมเสกกระจกสีรอบๆ บริเวณฐานเสาวงกลมชั้นล่าง ซึ่งจำลองเหตุการณ์สงครามสำคัญทั้งสามครั้งที่เกิดขึ้นในอดีต ภาพจิตรกรรมโมเสกมีความสวยงามคล้ายกับ ภาพที่สร้างขึ้นจากสีน้ำมัน หรือสีเฟรสโก  แต่แท้จริงสร้างประกอบจากโมเสกทั้งสิ้น  โดยจิตรกรรมทั้งหมดนี้มาจากฝีมือฃองศิลปิน <strong>อันตอง ฟอน วอเนอร์ (Anton von Werner)</strong></p>
<p style="text-align: left;">นอกจากนี้ ตรงบริเวณส่วนฐานด้านล่าง ขุดสร้างออกเป็นอุโมงค์ลอดใต้ถนนจำนวนสี่ช่อง เป็นทางเท้าเชื่อมต่อกับพื้นถนนด้านนอกทั้งสี่ทิศ (อุโมงค์ลอดสร้างขึ้นเพิ่มเติมเมื่อ ค.ศ.1941) บริเวณด้านในของเสาเป็นโพรงกลวง สามารถไต่ปีนขึ้นสู่ด้านบนได้ด้วยบันไดวนทั้งหมด 285 ขั้น และเมื่อขึ้นชั้นสูงสุดด้านบน จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบกรุงเบอร์ลินได้อย่างชัดเจน</p>
<p style="text-align: left;">เอกลักษณ์สุดท้ายของเสาชัยชนะแห่งนี้ก็คือ ประติมากรรมสำริดเคลือบทองที่อยู่เบื้องบนเสา เป็นรูปของ<strong>เทพีวิคตอเรีย (Goddess Victoria) หรือ เทพีแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory)</strong> ตามตำนานเทพปกรณัมโรมัน (เป็นองค์เดียวกับ <strong>“เทพีไนค์” (Goddess Nike) </strong>หรือ <strong>“ไนกี้”</strong> ของกรีก) ประติมากรรมมีขนาดความสูง 8.3 เมตร น้ำหนัก 35 ตัน ปั้นโดยประติมากร <strong>เฟรนดิค ดราเก้ ( Friedrich Drake)</strong> ประดิษฐานอยู่บนยอดเสาในท่วงท่าประทับยืน ก้าวเท้าไปเบื้องหน้าเล็กน้อย สวมชุดคลุมยาวแบบกรีกโบราณ ด้านหลังแผ่สยายด้วยปีกทั้งสองข้าง พระเศียรสวมมาลารูปนกอินทรี พระหัตถ์ขวายื่นชูไปเบื้องหน้าด้วยวงมงกุฏช่อมะกอก ที่เป็นสัญลักษณ์ของการสวมใส่ให้แก่ผู้ชนะ พระหัตถ์ซ้ายถือคฑาศักดิ์สิทธิ์  ด้วยความสวยงามของประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะที่สอดคล้องกับความหมายของเสาที่จัดสร้างขึ้น ทำให้เสาชัยชนะมีความสมบูรณ์ และสามารถมองเห็นได้เด่นชัดแต่ไกล</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.artedchula.com/web/images/piyasaeng/20090831_goddess_of_victory.jpg" border="0" alt="" width="333" height="500" /><br />
ประติมากรรมรูปเทพีแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory)</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">แม้ว่าเสาชัยชนะจะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำกรุงเบอร์ลิน แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เสาแห่งนี้เป็นการเชิดชูสงคราม และยกย่องชาติพันธุ์ของตนเองเหนือชนชาติอื่นๆ  อีกทั้งยังมีผู้มองว่า เสาชัยชนะเป็นส่วนหนึ่งของมรดกของนาซีที่หลงเหลืออยู่  แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เสาชัยชนะคือศูนย์รวมจิตใจ และความภาคภูมิใจที่ประวัติศาสตร์เยอรมันต้องจารึกไว้ และรัฐบาลมักใช้เสาแห่งนี้สำหรับจัดพิธีสำคัญๆ อาทิเช่น เมื่อไม่นานมานี้ วันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.2008 ได้มีการจัดสถานที่แห่งนี้สำหรับเป็นที่กล่าวสุนทรพจน์ของ<strong>บารัค โอบามา</strong> ในช่วงระหว่างการรณรงค์หาเสียงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยโอบาม่าได้ยืนกล่าวสุนทรพจน์อยู่เบื้องหน้าเสาชัยชนะแห่งนี้ และทำให้ภาพของเสาชัยชนะแพร่ภาพออกไปทั่วโลกเช่นกัน  ในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ของโอบามานั้นได้กล่าวไว้ว่า</p>
<p style="text-align: left;"><strong>“…ด้วยสายตาที่ยังต้องมองไปยังอนาคตในวันหน้า  ปัญหาทุกๆ สิ่ง เราจะต้องแก้ไขด้วยตัวของเราเอง ชักนำให้เรายังต้องจดจำในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับที่เราต้องหาคำตอบให้กับโชคชะตาของเราเอง เพื่อร่วมกันสร้างโลกใหม่ใบนี้ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง…”</strong><br />
และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของความสำคัญของเสาชัยชนะ สัญลักษณ์ที่ชาวเยอรมันทุกคนไม่อาจปฎิเสธ</p>
<hr /><strong>31 August 2009<br />
</strong>เรื่องก่อนหน้า <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/107-marcus-aurelius-column">เสามาร์คุส ออเรลิอุส</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/101-trajan-column">เสาทราจัน</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/96-holy-trinity-column-in-olomouc">เสาพระตรีเอกภาพ</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/87-ashoka-pillar">เสาอโศก</a> ::  <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/80-black-obelisk">เสาโอเบอลิสก์ดำ</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/76-obelisk">เสาโอเบอลิสก์</a> :: <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/75-devil-pole">เสาปีศาจ</a> :: <strong><a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/49-cat-symbols-in-the-world/72-totem-pole">เสาโทเทม</a></strong></p>
<p>ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น<br />
หนังสือ <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/36-book-art-ed/48-108-chinese-symbol">108 สัญญลักษณ์จีน</a>, <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/36-book-art-ed/61-chinese-art">ศิลปะจีนสมัยใหม่</a>, <a href="http://www.artedchula.com/web/all-arted/36-book-art-ed/60-field-guide-to-luck">มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK)</a> ฯลฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.artedchula.com/blog/2009/08/31/victory-column/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

