Archive

Posts Tagged ‘Column’

เสาทราจัน (Trajan’s Column)

August 17th, 2009 No comments

“เสาทราจัน” คือ เสาสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิทราจัน (Emperor Trajan) แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ และเครื่องหมายแห่งอำนาจอันเกรียงไกรของโรมันในอดีตกาล ออกแบบ และควบคุมการสร้างโดยสถาปนิกคนสำคัญของโรมันคือ อะพอลโลโดรุสแห่งดามัสกัส (Apollodorus of Damascus) ตามมติของสภาเซเนทแห่งโรมัน (The Roman Senate) และความพร้อมใจของชาวโรม ที่สร้างอุทิศสร้างถวายแด่พระองค์ จึงทำให้เกิดการสร้าง เสาอนุสรณ์ชัยชนะของจักรพรรดิทราจันแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ.113 เพื่อสดุดีพระเกียรติของจักรพรรดิทราจัน ที่มีชัยชนะต่อสงครามดาเชี่ยน (The Dacian wars)

ดังนั้น เสาทราจันจึงเป็นประจักษ์พยานเพื่อบันทึกถึง วีรกรรมของพระองค์ที่ทรงนำพาชัยชนะอันยิ่งใหญ่มาสู่โรมัน อีกทั้งยังใช้พื้นที่ด้านล่างภายในตัวเสาเป็นสถานที่เก็บพระโกศทองคำ ซึ่งบรรจุอัฐิของจักรพรรดิทราจัน และพระนางโพรตินาผู้เป็นมเหสีไว้เคียงคู่อยู่ภายในเสาตราบนิรันดร์


เสาทราจัน ณ ใจกลางทราจันโฟรุม( Trajan’s Forum ) กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน

จักรพรรดิทราจันเป็นหนึ่งในห้าจักรพรรดิ ที่ทำให้จักรวรรดิโรมันก้าวสู่ยุคแห่งความเรืองอำนาจของจักรวรรดิ และความยิ่งใหญ่ทางทหารของโรมัน ห้าจักรพรรดินั้นประกอบไปด้วย จักรพรรดิเนอร์วา , ทราจัน , ฮาเดรียน , อันโตนินุส ปิอุส และ มาร์คุส ออเรลิอุส ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของจักรวรรดิโรมัน และเป็นจักรพรรดิทั้งห้าพระองค์ที่ชาวโรมันรักเคารพและเทิดทูนยิ่ง

เสาทราจันตั้งอยู่ ณ ใจกลางทราจันโฟรุม (Trajan’s Forum) ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชนของโรม มีบันทึกไว้ว่า ทราจันโฟรุมได้ถูกขุดสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของการค้า การบริหาร และแหล่งรวมของชุมชน บนพื้นที่ของหุบเขาคาปิโทลิเน กับหุบเขาควาลินอล ตามพระบัญชาของจักรพรรดิทราจัน ลักษณะของเสาทราจันนั้นเป็นแท่งเสาทรงกลม ความสูง 30 เมตร(98 ฟุต) แต่หากรวมความสูงทั้งหมดตั้งแต่ส่วนฐานด้านล่างไปจนถึงยอดปลายเสา จะมีความสูงเท่ากับ 38 เมตร หรือ 125 ฟุต เลยทีเดียว มีน้ำหนักรวมทั้งหมดเท่ากับ 1,100 ตัน สร้างขึ้นจากหินอ่อนลูน่าขนาดใหญ่จำนวน 20 ก้อนต่อประกอบเข้าด้วยกันเป็นแท่งเสา เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร ภายในด้านในของตัวเสาเป็นโพรงเสากลวง ด้านในสร้างเป็นบันไดเหล็กเวียนเป็นรูปทรงกลมจากด้านล่างสู่ด้านบนจำนวน 185 ขั้นบันได และจะเจาะช่องเล็กๆไว้เป็นระยะๆรอบตัวเสาเพื่อใช้ถ่ายเทและระบายอากาศ รวมทั้งใช้เป็นหน้าต่างนำแสงสว่างสู่ภายใน


ประติมากรรมรอบเกลียวเสาทราจันทั้ง 23 ชั้น


ภาพประติมากรรมนูนต่ำแสดงถึงฉากการรบกลางสมรภูมิ

แต่จุดเด่นที่สุดของเสาทราจันนั้นก็คือ ผลงานประติมากรรม ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดของเสาเกลียวแห่งโรมัน เท่าที่มีการสร้างกันมา ภาพประติมากรรมนูนต่ำเหล่านี้ เล่าบรรยายถึงเหตุการณ์การทำสงครามระหว่างกองทัพโรมัน ภายใต้การนำทัพโดยจักรพรรดิทราจัน กับชนเผ่าดาเชี่ยน ทั้งสองครั้ง โดยแบ่งการแกะสลักประติมากรรมจำนวน 23 เกลียวรอบเสาทราจัน แบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งแรกของเสาตั้งแต่ส่วนฐานถึงส่วนกึ่งกลาง เป็นการบรรยายถึง เหตุการณ์สงครามดาเชี่ยนครั้งแรก ระหว่างปีค.ศ.101 – 102 และในส่วนครึ่งหลังตั้งแต่กลางเสาไปจนถึงยอดเสาด้านบน เป็นเหตุการณ์สงครามดาเชี่ยนครั้งที่ 2 ในระหว่างปีค.ศ.105 – 106 ภาพต่างๆ รอบเกลียวเสาแสดงให้เห็นถึง ฉากการทำสงครามได้อย่างสมจริงสมจัง มีการแกะสลักให้เห็นถึงการสร้างป้อมปราการ การตั้งทัพ การวางแผนการรบ การบุกประจัญบาน การปะทะกลางสมรภูมิ และยุทธนาวีกลางทะเล ภาพประติมากรรมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึง ลักษณะเครื่องแต่งกายของชาวโรมัน เครื่องแบบทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิด โดยมีภาพประติมากรรมของจักรพรรดิทราจันปรากฏอยู่บนเสาเกลียวรวม 59 ตำแหน่งบนรอบเกลียวเสาทั้ง 23 เกลียว และมีจำนวนภาพประติมากรรมรูปคนต่างๆ บนเสาเกลียวทั้งหมดกว่า 2,500 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพเหมือนขององค์จักรพรรดิทราจันเป็นไปในลักษณะเหมือนจริง ทั้งพระพักตร์ และร่างกาย อีกทั้งยังจัดองค์ประกอบภาพให้เกิดมิติระยะทางทัศนียวิทยาในหลายๆ จุด ทำให้สามารถมองเห็นฉาก และเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากนำมาคลี่กางภาพประติมากรรมทั้งหมดบนเสาเกลียวมาเรียงต่อกัน จะมีความยาวถึง 190 เมตร ซึ่งจะกลายเป็น ประติมากรรมสมัยโรมันที่ยาวที่สุดในโลกเช่นกัน

บริเวณส่วนฐานเหนือช่องประตูทางเข้าด้านล่างของเสาทราจัน มีจารึกอักษรโรมันที่บ่งบอกเกี่ยวกับ เสาทราจัน และยังคงปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ ถอดความได้ว่า

“ สภาซีเนท และพสกนิกรแห่งโรม ใต้พื้นปฐพีอาณาจักรของซีซาร์ องค์ผู้เป็นโอรสแห่งมิเนอร์วา ณ ปีที่ 17 ของการพิทักษ์ปกป้องอาณาจักร ได้รับการโห่ร้องหกครั้งคราให้สู่ตำแหน่งองค์ราชันย์ ประจักษ์แจ้งต่อขุนเขาอันยิ่งใหญ่ และสถานที่แห่งนี้ อันเป็นที่ที่ได้เคลื่อนย้ายมาสถิตอยู่อย่างยิ่งใหญ่เหนือคณา ”

นอกจากนี้ บริเวณส่วนยอดด้านบนสุดของเสาทราจันในปัจจุบัน มักมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรูปประติมากรรมขององค์จักรพรรดิทราจัน แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น เพราะในบันทึกเก่าแก่ที่มีปรากฏภาพบนด้านหลังเหรียญโบราณสมัยทราจันนั้น แต่ดั้งเดิมได้สร้างเป็นประติมากรรมรูปนกอินทรี ต่อมาได้เปลี่ยนไปเป็นประติมากรรมรูปองค์จักรพรรดิทราจันประทับยืนในร่างเปลือยตามคตินิยมทางศิลปะโรมัน เพื่อแสดงออกถึงความงามแห่งสรีระ และพละกำลังแห่งชีวิต จนกระทั่งเมื่อสมัยกลางของยุโรป รูปประติมากรรมนี้ได้สูญหายไป กระทั่งถึงเมื่อปีค.ศ.1587 พระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 ( Pope Sixtus V) ได้ทรงให้สร้างประติมากรรมสำริด “นักบุญปีเตอร์” (St.Peter)ไปประดิษฐานไว้แทนที่บนยอดด้านบนหัวเสามาตราบถึงทุกวันนี้


นักบุญปีเตอร์(St.Peter) บนหัวเสา


คำจารึกด้านล่างของเสาทราจัน

คติการสร้างเสาเกลียว เพื่อแสดงออกถึงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิทราจัน เป็นเสาแรกในประวัติศาสตร์โรมัน ทำให้เกิดเป็นแบบอย่างให้มีการสร้างเสาแห่งชัยชนะในลักษณะเดียวกันนี้ตามมาอีกสองเสา ได้แก่ เสาอันโตนินุส ปิอุส (Antoninus Pius’s Column) และ เสามาร์คุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius’s Column)

ดังนั้น เสาทราจันจึงไม่เพียงแต่มีคุณค่ามหาศาลต่อการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์แห่งโรมันด้วยศิลปะประติมากรรมแทนการบันทึกด้วยอักษร แต่ยังกลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของกรุงโรม และยังคงตั้งมั่นอยู่เช่นนั้นมานานเกือบ 2,000 ปี ด้วยหลักการคำนวณทางวิศวกรรมแบบโรมันอันเยี่ยมยอด เพราะแม้กรุงโรมจะประสบกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง แต่ ณ วันนี้ เสาทราจันก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นนั้นมาตราบถึงปัจจุบัน


17 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาพระตรีเอกภาพ :: เสาอโศก :: เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

เสาพระตรีเอกภาพแห่งโอโลมูซ (Holy Trinity Column in Olomouc)

August 10th, 2009 No comments

มนต์เสน่ห์แห่งยุโรปตะวันออก คือ ความงามแห่งอดีตกาลของมหาศรัทธาในสมัยกลางของยุโรป ที่ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมอันลือชื่อ   เสาอนุสรณ์แห่งคริสต์ศาสนา ณ เมืองโอโลมูซ (Olomouc) หนึ่งในเมืองอันเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์เลื่องลือ รองจากกรุงปราก แห่งสาธารณรัฐเชก (Czech Republic) คือ สถานที่ประดิษฐานเสาศูนย์รวมแห่งจิตใจของชาวเชกมานานกว่าสามร้อยปี นั่นคือ “เสาพระตรีเอกภาพ” หรือ “เสาพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์แห่งโอโลมูซ” (Holy Trinity Column in Olomouc)

“เสาพระตรีเอกภาพ” ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางเมืองโอโลมูซ เป็นเสาสัญลักษณ์แห่งความเทิดทูนต่อ พระบารมีแห่งพระแม่มารีอา หรือ แม่พระผู้นิรมล (Virgin Mary) สร้างเพื่อแสดงถึงความสำนึกในพระมหาการุณย์ของแม่พระ และความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ที่ช่วยให้เมืองโอโลมูซ และชาวเชกทั้งปวง รอดพ้นจากกาฬโรค ที่ระบาดและคร่าชีวิตชาวเชกไปมากมายในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18  เป็นเสาแห่งความกตัญญูต่อพระผู้เป็นเจ้า และแม่พระผู้นิรมล ที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันระหว่าง ศิลปิน ประติมากร วิศวกร และช่างผู้มีฝีมือชาวเมืองโอโลมูซมากมาย มาช่วยกันหลอมสร้าง และแกะสลักเสาพระตรีเอกภาพแห่งนี้จนสำเร็จลุล่วงลงได้ โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเสาตั้งแต่ปี ค.ศ.1716 ถึง ค.ศ.1754 นานถึง 38 ปี จึงแล้วเสร็จ ผลที่ตามนั้นก็คือ ความภาคภูมิใจในเสาสัญลักษณ์แห่งความภักดีต่อพระคริสต์ศาสนา และเฉลิมฉลองการรอดพ้นภัยจากโรคระบาด สำหรับชาวเชกแล้ว เสาแห่งนี้คือเครื่องหมายแห่งความรักความสามัคคี ที่พวกเขาพากเพียรกันสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาอย่างแท้จริง และทุ่มเทให้อย่างเต็มกำลัง จนกระทั่งเสาพระตรีเอกภาพกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองโอโลมูซ และสาธารณรัฐเชก ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี ค.ศ.2000 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้ “เสาพระตรีเอกภาพ” เป็นมรดกโลก (World Heritage Site) ในฐานะที่เป็นตัวอย่างของการแสดงออกทางสุนทรียศิลป์แบบบาโรกที่งดงาม และยิ่งใหญ่ของทวีปยุโรป

ภาพถ่ายด้านบนเสาพระตรีเอกภาพแห่งโอโลมูซ ประติมากรรมยอดด้านบนรูปพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์

การก่อสร้างเสาพระตรีเอกภาพ หรือ เสาพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์แห่งโอโลมูซ ใช้รูปแบบของศิลปะ และสถาปัตยกรรมแบบบาโรก (Baroque) โดยเลือกใช้ต้นแบบจาก เสาโรมัน ที่จัตุรัส ซานตา มาเรีย มายอเร (Piazza Santa Maria Maggiore) ที่กรุงโรม  โดยการสร้างเสาแห่งนี้ใช้จากเงินบริจาคของประชาชนทั้งหมด และศิลปินผู้สร้างต่างอุทิศแรงกายแรงใจโดยมิได้รับค่าจ้างวานแต่อย่างใด  ในการก่อสร้างเสาพระตรีเอกภาพช่วงแรกนั้น ควบคุมการก่อสร้างโดยฝ่ายสถาปนิกคือ เวนเซล  เรนเดอร์ (Wenzel  Render) และมาสำเร็จลงในช่วงหลังโดย โจฮาน อิคนาซ โรคิสกี้ (Johann Ignaz Rokiky) ส่วนฝ่ายประติมากรนั้นได้แก่ ฟิลิปสส์  แซตเลอร์ (Phillip  Sattler) รับช่วงงานในส่วนหลังจนแล้วเสร็จโดย อันเดรีย ซาห์เนอร์ (Andreas  Zahner)
ลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของเสาพระตรีเอกภาพนั้นก็คือ รายละเอียดอันงดงามวิจิตรบรรจง สร้างจากหินอ่อนคาร์รารา ประดับสำริดเคลือบทองคำในบริเวณส่วนด้านบนคือ บริเวณประติมากรรมแม่พระผู้นิรมล และพระตรีเอกภาพที่ยอดด้านบน
รายละเอียดของเสาพระตรีเอกภาพประกอบไปด้วยสามส่วน ส่วนยอดชั้นบนสุดเป็นประติมากรรมพระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Trinity)  แสดงออกด้วยสัญลักษณ์แห่งคริสต์ศาสนารูปพระตรีเอกภาพ ได้แก่ พระบิดา (รูปชายชราด้านขวามือ) พระบุตร (รูปพระคริสต์ถือกางเขนด้านซ้าย) และ พระจิตเจ้า (ยอดด้านบนสุดแสดงด้วยรูปของนกพิราบ)  ถัดมาในส่วนกึ่งกลางเสาเป็นประติมากรรมสำริดเคลือบทอง เป็นรูปแม่พระผู้นิรมิล (แม่พระมารีอา) เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ (Assumption of the Virgin) และอัครเทวทูตกาเบรียล (St.Gabrial) ฐานในส่วนแรกใต้ประติมากรรมแม่พระเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ทั้งสี่มุมคือ ประติมากรรมครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ อันได้แก่ นักบุญอันนา (St.Anna)  นักบุญโจอาคิม (St.Joachim) นักบุญโจเซฟ (St.Joseph) และ นักบุญจอห์นแบปติสท์ (St.John the Baptist)

ในส่วนชั้นที่สอง ด้านบนเป็นประติมากรรมนูนสูงรูปสี่เหลี่ยม แสดงความหมายถึง พระคุณธรรมทั้งสามประการคือ ความสัตย์ (Faith) ความหวัง (Hope) และ ความรัก (Love) และรูปประติมากรรมเหล่านักบุญอีกห้าองค์    ได้แก่ นักบุญลอเรนซ์ (St.Lawrence)  นักบุญเจอโรม (St.Jerome)นักบุญซีลิล (St.Cyril) นักบุญเมโทรดิอุส (St.Metrodius) นักบุญแบลส (St.Blaise)  นักบุญอดัลเบิร์กแห่งปราก (St.Adalbert of Prague) และ นักบุญจอห์นแห่งเนโปมูธ (St.John of Nepomuk)

ประติมากรรมรูปแม่พระเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ นักบุญเจอโรม นักบุญแอนโทนีแห่งเมืองปาดัว

ส่วนชั้นที่สามซึ่งเป็นฐานชั้นล่างสุด ประกอบด้วยประติมากรรมนักบุญทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นเหล่านักบุญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐเชก นักบุญผู้พิทักษ์คุ้มครองแคว้นโบฮีเมียและเมืองโอโลมูซ ได้แก่  นักบุญเมาไรซ์ (St.Maurice)  นักบุญเวนเซสลาส (St.Wenceslas)  นักบุญฟลอเรียน (St.Florian) นักบุญจอห์นแห่งคาปิสทราโน (St.John of Capistrano) นักบุญแอนโทนีแห่งเมืองปาดัว (St.Antrony of Paudua)  นักบุญอโลซิอุสกอนซากา (St.Aloysius Gonzaga) และ นักบุญจอห์น ซาร์คันเดอร์ (St.John Sarkander)
ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแห่งมหาศรัทธาในเสาพระตรีเอกภาพ ที่ร่ำลือกันมาตราบจนทุกวันนี้ก็คือ เมื่อช่วงปี ค.ศ.1758  กองทัพปรัสเซียได้กรีธาทัพมาปิดล้อมเมืองโอโลมูซ  ทหารฝ่ายปรัสเซียได้ระดมยิงปืนใหญ่เข้าถล่มเมืองโอโลมูซ  สร้างความพินาศเสียหายให้แก่บ้านเรือน และชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าลูกกระสุนปืนใหญ่ได้ยิงเข้าใส่เสาพระตรีเอกภาพ แต่เสากลับมิได้พังทลายลงแต่อย่างใด  กล่าวกันว่า ชาวเมืองโอโลมูซได้รวมตัวกันเดินขบวนอย่างกล้าหาญ เพื่อวิงวอนให้แม่ทัพฝ่ายปรัสเซียยุติการยิงปืนใหญ่ เพราะเกรงว่าจะทำลายเสาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ลง ซึ่งแม่ทัพปรัสเซียก็ได้ยินยอมตามคำร้องขอ (ซึ่งในทุกวันนี้ยังมีร่องรอย และลูกกระสุนฝังติดอยู่บนเสา เพื่อย้ำเตือนระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น) ทำให้ ณ วันนี้ เสาพระตรีเอกภาพจึงยังคงดำรงอยู่กลางใจเมือง และตั้งมั่นอยู่กลางใจของชาวเมืองโอโลมูซ ตราบปัจจุบัน


10 August 2009
เรื่องก่อนหน้า เสาอโศก ::  เสาโอเบอลิสก์ดำ :: เสาโอเบอลิสก์ :: เสาปีศาจ :: เสาโทเทม

ผลงานอื่นๆ ของ ปิยะแสง เช่น
หนังสือ 108 สัญญลักษณ์จีน, ศิลปะจีนสมัยใหม่, มหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (Field Guide to LUCK) ฯลฯ

Proudly using Dynamic Headers by Nicasio WordPress Design